ย้อนอ่าน ใครเผาอยุธยา ถ้า ‘พม่า’ ไม่ใช่คำตอบ? เปิดชั้นดินวังโบราณ ไม่พบไฟไหม้รุนแรง#7เมษากรุงแตก

7.04.23 | 16:23 น.

7 เมษายน 2310 กรุงแตก! วาทกรรม ‘พม่าเผากรุงศรีอยุธยา’ จนวอดวาย กลายสภาพเป็นเมืองร้าง ซึ่งเป็น ‘ภาพจำ’ ในใจของคนไทย ฝังแน่นในความรู้สึกนึกคิด ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งยังถูก ‘ผลิตซ้ำ’ ครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านทั้งแบบเรียน และวัฒนธรรมบันเทิงแนวปลุกใจให้รักชาติ

ทว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน พุทธศักราช 2310 เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่?

เจอ ‘เศษไม้ไหม้ไฟ’ แต่ไม่ใช่ช่วง ‘กรุงแตก’

ศุทธิภพ จันทราภาขจี นักโบราณคดีหนุ่ม สังกัดกรมศิลปากร ผู้ทำการขุดค้นในวัดพระศรีสรรเพชญ์ ภายในพระราชวังโบราณ เขียนบทความ ‘ร่องรอยพระราชวังหลวงสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง’ ตีพิมพ์ในหนังสือ ‘Ayutthaya Underground ประวัติศาสตร์อยุธยาจาก วัด วัง ชั้นดิน และสิ่งของ’ โดยสำนักพิมพ์มติชนที่เพิ่งวางแผงสดๆ ร้อนๆ ระบุในตอนหนึ่งถึง ‘หลักฐานไฟไหม้พระราชวังหลวงเดิม’ บ่งชี้ว่าพบจริง แต่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการ ‘ปรับพื้นที่’ นอกจากนี้ ยังมีการพบ ‘ชิ้นส่วนไม้ไหม้ไฟ’ ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่ามีอายุในช่วงก่อนสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือเจ้าสามพระยา คือช่วงก่อน พ.ศ.1967 ไม่ใช่ช่วงท้ายๆ ของกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด

เนื้อหาที่ ศุทธิภพ อธิบายอย่างเห็นภาพ ชวนให้ผู้อ่านได้ร่วมลงหลุมขุดค้นไป ราวเห็นกับตาพร้อมนักโบราณคดี ได้กลิ่นดินที่อยู่ลึกลงไปในแต่ละชั้น

ข้อความส่วนหนึ่ง ดังนี้

Advertisement

เมื่อขุดค้นลงไปที่ความลึก 180-280 เซนติเมตรจากผิวดินปัจจุบัน ได้พบชั้นดินสีเทาปนแดง เนื้อดินคล้ายขี้เถ้า แสดงว่าพื้นที่นี้จะต้องมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเผาไฟ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการปรับพื้นที่ โดยชั้นดินนี้มีความหนาประมาณ 1 เมตร …

จากนั้นเมื่อขุดลึกลงไปภายในชั้นดินนี้ ดินจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีแดงของศิลาแลง และเมื่อขุดลึกลงไปเพียง 5 เซนติเมตรเท่านั้น จะพบแนวศิลาแลงวางเรียงตัวกันเข้าไปทางผนังทิศเหนือจำนวน 6 แผ่น ซึ่งสอดตัวเข้าไปอยู่ใต้วิหารพระโลกนาถ หรือยื่นออกมาจากผนังหลุมขุดค้นด้านทิศเหนือประมาณ 1 เมตร เหนือแนวศิลาแลงนี้เล็กน้อยพบแผ่นไม้ถูกไฟไหม้ฝังอยู่ในผนังทิศใต้ น่าสังเกตว่าแผ่นศิลาแลงดังกล่าวแสดงถึงความจงใจในการวาง คงเป็นฐานของอาคารหรือพื้นที่ก่อสร้างอะไรสักอย่างหนึ่ง

ปกติแล้วศิลาแลงไม่ได้เป็นของที่หาได้ในพื้นที่ของกรุงศรีอยุธยา ต้องนำมาจากที่อื่น เช่น สระแก้ว หรือปราจีนบุรี อีกทั้งศิลาแลงยังเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างสมัยอยุธยาตอนต้นเป็นส่วนมาก เช่น วัดมหาธาตุ หรือวัดราชบูรณะ ส่วนขี้เถ้าและแผ่นไม้ไหม้ไฟที่พบ คงสัมพันธ์กับเหตุการณ์ไฟไหม้สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ดังที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร…’

จะเห็นได้ว่า ในบทความดังกล่าวไม่ปรากฏข้อมูลของชั้นไฟไหม้ในช่วงกรุงศรีอยุธยาแตก เมื่อ พ.ศ.2310 เลย

ย้อนอ่าน : เปิดข้อมูลขุดวังโบราณ ไม่พบชั้นไฟไหม้ช่วง ‘กรุงแตก’ ขัดแย้งปมพม่าเผาอยุธยา

หลักฐาน ‘โบราณคดี’ ทลาย ‘มายาคติ’ พม่าเผากรุง?

นอกจากนี้ หนังสือเล่มเดียวกันยังมีข้อเขียนโดย นรุตม์ โล้กูลประกิจ นักโบราณคดีอิสระ ไฟแรง และมีความคิดแนว ‘ก้าวหน้า’ ปรากฏในบทความ ‘ชีวประวัติของพระราชวังหลวงจากหลักฐานโบราณคดี’ ระบุเช่นกันว่า ไม่มีการพบร่องรอยที่แสดงถึงไฟไหม้รุนแรงในพระราชวังหลวงและวัดพระศรีสรรเพชญ์เลย ทั้งยังกล่าวถึงประเด็นความเข้าใจของสังคมไทยที่ว่า ‘พม่าเผากรุงศรีอยุธยา’ กับหลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดี มีความคิดเห็นที่น่าสนใจ และ ‘ตรงไปตรงมา’

ความตอนหนึ่ง ว่า

‘อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ สังคมไทยมักเข้าใจกันว่าพม่าเผากรุงศรีอยุธยาในสงครามคราวเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 ทำให้ปรากฏภาพของปราสาทและพระราชวังที่ถูกเผาตามสื่ออยู่เสมอ อย่างไรก็ดี ผลจากการขุดค้นในเขตพระราชวังหลวงและวัดพระศรีสรรเพชญ์กลับไม่พบชั้นดิน ชั้นถ่าน ชั้นขี้เถ้า รวมถึงร่องรอยการเผาไหม้อย่างรุนแรงปรากฏบนโครงสร้างสถาปัตยกรรมและในชั้นดินที่แสดงถึงร่องรอยไฟไหม้ครั้งใหญ่แต่อย่างใดเลย

ดังนั้น เรื่องนี้อาจสรุปได้ 2 ประการ คือ ประการแรก พม่าไม่ได้ทำการเผาพระราชวังหลวงและวัดพระศรีสรรเพชญ์อย่างรุนแรงตามจินตนาการในสมัยหลัง หรือประการที่ 2 ชั้นดินและหลักฐานที่แสดงถึงการเผาที่ว่านั้น ได้หายไปพร้อมกับการขุดแต่งและบูรณะเมืองโบราณอยุธยานับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงช่วงการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์

ฉะนั้น หากตัดข้อสันนิษฐานชุดหลังว่าร่องรอยการเผาไหม้ของพระราชวังหลวงหายไปพร้อมกับการขุดค้นในสมัยหลัง หากมีการเผาสิ่งก่อสร้างครั้งใหญ่และรุนแรงในพระราชวังหลวงจริง ก็ควรเหลือร่องรอยของชั้นถ่านและร่องรอยการเผาปรากฏตามโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่เหลืออยู่บ้าง ซึ่งถ้าเชื่อตามข้อสันนิษฐานประการแรก ย่อมหมายความว่าการขุดค้นทางโบราณคดีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ช่วยทลายมายาคติในเรื่องพม่าเผากรุงศรีอยุธยาจนวอดวายได้’

นับเป็นข้อมูลและวิเคราะห์ตีความที่ทำให้สังคมไทยหันกลับมาทบทวนความรู้เดิมอีกครั้ง โดยเมื่อข้อมูลชุดล่าสุดนี้ได้รับการเผยแพร่ออกไปผ่าน ‘มติชนออนไลน์’ กลายเป็นกระแสแรงแซงทุกโค้งประวัติศาสตร์ในห้วงเวลานี้ แม้มีทั้งคนเห็นพ้อง และคัดค้าน ทว่า แง่มุมน่าสนใจคือ ชาวโซเชียลไทยเปิดใจรับฟังข้อมูลใหม่ๆ ทั้งยังตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ

“ไม่พบ”ชั้นดินไฟไหม้รุนแรงในพระราชวังโบราณและวัดพระศรีสรรเพชญ์ช่วงกรุงแตกหนุนแนวคิดตามที่ปรากฏในหนังสือ “พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ถูกไฟเผาลอกทอง ตอนกรุงแตก” โดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ซึ่งเชื่อว่าเศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคือเศียรพระศรีสรรเพชญ์

หนุนข้อสันนิษฐาน ‘พระศรีสรรเพชญ’ ไม่ได้ถูกไฟเผาลอกทอง

ไม่เพียงข้อมูลชุดนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสังคมไทยในทุกหมู่เหล่า แต่ยังส่งผลย้อนหลังถึงปมร้อนเมื่อ 2 ปีก่อนหลัง รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง นำเสนอแนวคิดอันลือลั่นในแวดวงวิชาการผ่านหนังสือ ‘พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ถูกไฟเผาลอกทอง ตอนกรุงแตก’ ว่าเศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร คือ ‘เศียรพระศรีสรรเพชญ์’ คัดง้างความเชื่อเดิมที่ว่า (เศียร) พระพุทธรูปสำคัญดังกล่าวถูกไฟเผาไหม้หลอมละลายไม่เหลือซาก คราวเสียกรุง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อนักโบราณคดีเผยข้อมูลการไม่พบชั้นไฟไหม้ จึงยิ่งหนุนความเป็นไปได้ของ0ข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งเจ้าตัวเคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าจะเผาพระศรีสรรเพชญ์เพื่อหลอมทองจริง ต้องใช้อุณหภูมิสูงถึงพันกว่าองศา ผนังของ ‘วิหาร’ ที่ประดิษฐานองค์พระต้องมีแร่ ‘ซิลิกา’ ไหลเยิ้มเหมือนเตาเผาภาชนะดินเผา แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น นี่คือสิ่งที่ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ระบุว่าเป็น ‘หนามตำใจ’ ตลอดมา

ย้อนอ่าน : เชื่อไหม? พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ถูกไฟเผาลอกทอง ตอนกรุงแตก !

ส่วนประเด็นที่ว่า พม่าเผากรุงศรีอยุธยาจนวอดวายนั้น นักประวัติศาสตร์ท่านนี้ บอก ‘เชื่อ’ ว่ามีการเผา แต่ย้ำว่า เป็นการเผาแค่บางจุดในเชิง ‘สัญลักษณ์’ เพื่อให้เสียขวัญเท่านั้น “ไม่เชื่อว่าจะเผาจนบ้านเมืองเหี้ยนเตียนไปหมด ไม่เชื่อว่าเผาลอกทองพระศรีสรรเพชญ์ด้วย เพราะหลักฐานมันไม่สอดคล้อง เช่น บันทึกฝรั่งในช่วงเวลาร่วมสมัยกัน ระบุว่ามีไฟไหม้ก่อนพม่าเข้ามาถึงกรุงอีก” รศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว

ด้าน สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ชื่อดังเคยขึ้นเวทีบรรยายในหัวข้อ ‘พม่าไม่ได้รบไทย ในประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า’ ซึ่งถูกบันทึกเทปเผยแพร่ทางออนไลน์จนมีผู้รับชมผ่านเว็บไซต์ ‘ยูทูบ’ มากกว่า 1 ล้าน 4 แสนครั้งเป็นอย่างน้อย

สุจิตต์ กล่าวหลายครั้งทั้งบนเวทีต่างๆ และงานเขียนตลอดเวลานับสิบๆ ปีว่า อยุธยาที่เห็นเหลือแต่ซากทุกวันนี้ เป็นฝีมือคนพื้นเมืองและไทยจีนกันเองทั้งนั้น แต่มัก ‘โยนบาป’ เหมาให้พม่าพวกเดียว ไฟไหม้ใหญ่ในพระนครศรีอยุธยา ก่อนกรุงแตก 3-4 เดือน ไม่ใช่พม่าลอบเผา แต่คนในเมืองลักลอบเผากันเอง เพราะทัพอังวะล้อมกรุงอยู่นอกเมืองเป็นปกติ ยังตีไม่ได้อยุธยา จึงไม่มีส่วนเผาตลาดกลางเมืองอยุธยา

“สิ่งที่ทัพอังวะกระทำต่ออยุธยา มีในพระราชพงศาวดารฯ ได้แก่ ระเบิดเปิดทางกำแพงด้านหัวรอ และเมื่อเข้าเมืองได้ก็เผาปราสาทบางหลังในวังหลวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ แต่ไม่ได้เผาหมดเมือง

เมื่อตีได้แล้วยึดอยู่ไม่นานก็เกณฑ์เจ้านายไพร่พลอยุธยายกกลับอังวะในพม่าประเทศ โดยตั้งสุกี้พระนายกองควบคุมอยู่บ้านโพธิ์สามต้น (ทางเหนือออกนอกเมืองไปไกล) ไม่อยู่ในเมือง เพราะมีอันตราย จึงไม่มีช่องทางทำลายอยุธยา

“อยุธยาหลังทัพพม่ายกกลับแล้ว ถูกทำลายโดยคนพื้นเมืองหลายพวก ซึ่งมีไทยกับจีนอยู่ด้วย ขุดหาสมบัติขนานใหญ่และต่อเนื่องยาวนานถึงปัจจุบัน มีพยานเป็นเอกสารหลายเล่ม โดยเฉพาะบันทึกของชาวยุโรป หลังเสียกรุงราว 10 ปี ที่ไปพบเหตุการณ์จริงในอยุธยา ขณะนั้นไม่มีทหารจากทัพอังวะพม่าประเทศ หลังกรุงแตกอยุธยาถูกทำลายครั้งใหญ่ ไม่มีพม่าอังวะเกี่ยวข้องเลย” สุจิตต์ย้ำและยันสุดกำลัง

อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม ใครเผาอยุธยา ถ้า ‘พม่า’ ไม่ใช่คำตอบ? เปิดข้อมูลขุดค้น ไม่พบชั้นดิน ‘ไฟไหม้’ คราวกรุงแตก!