“เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 十年树木,百年树人/十年樹木,百年樹人 shí nián shù mù,bǎi nián shù rén (ฉือ เหนียน ฉู้ มู่ , ไป่ เหนียน ฉู้ เหริน) โดย คำว่า十shí (ฉือ) แปลว่า สิบ 年nián (เหนียน) แปลว่า ปี 树/樹 shù (ฉู้) ในบทความนี้คำแรกแปลว่าปลูก (พืช ต้นไม้) คำหลังแปลว่า ปลูกฝัง สร้างหรือพัฒนา(คน) 木mù (มู่) แปลว่า ไม้ ต้นไม้ 百bǎi (ป่าย) แปลว่า ร้อย 人rén (เหริน) แปลว่า คน เมื่อรวมกันแล้วจะหมายถึง ใช้เวลาสิบปีในการปลูกต้นไม้ ใช้เวลาร้อยปีในการสร้างคน อธิบายให้เห็นถึงความยากลำบากและต้องทุ่มเททั้งงบประมาณและเวลาอย่างมากในการสร้างหรือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อแสดงว่าทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพนั้นมีคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งใด มาดูตัวอย่างจากนิทานสุภาษิตจีนนี้กัน
กว่านโจ้ง 管仲 Guǎn Zhòng เป็นนักคิดและนักปกครองที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของจีน มีชีวิตอยู่ในช่วงหกร้อยปีก่อนคริสต์ศักราช ในยุคชุนชิว 春秋 Chūnqiū (ยุคฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงแห่งราชวงศ์โจวตะวันออกในช่วงแตกแยกอันยาวนานกว่าสี่ร้อยปี) มีเรื่องเล่าว่า ชีวิตในวัยเด็กของกว่านโจ้งนั้นยากจนมาก เขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่เขาเป็นคนขยันมาก นอกจากดิ้นรนเพื่อปากท้องแล้ว เขายังใช้เวลาว่างในยามค่ำคืนร่ำเรียนหาความรู้ และคิดวิเคราะห์สภาพสังคมที่เป็นไปอยู่ตลอดเวลา ในวัยเยาว์นั้น กว่านโจ้งมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งนามว่าเป้าฌูหยา鲍叔牙/鮑叔牙Bào Shūyá
![]()
(ที่มาภาพ https://k.sina.cn/article_6877910719_199f496bf00100hons.html)
ครอบครัวของเป้าฌูหยามีฐานะดี และตัวเป้าฌูหยาก็เป็นคนมีน้ำใจมาก เมื่อเขาคบกว่านโจ้งเป็นเพื่อน จึงมักหาทางช่วยเหลือกว่านโจ้งเสมอ อย่างเช่นครั้งหนึ่งเขาชวนกว่านโจ้งทำค้าขาย เป้าฌูหยาจะลงทุนมากกว่า แต่เมื่อได้กำไรมา เขากลับแบ่งกำไรที่มากกว่าให้กว่านโจ้ง กว่านโจ้งจะได้นำเงินไปต่อยอดและดูแลครอบครัว ในยามอยู่ต่อหน้าผู้คน เป้าฌูหยาก็จะพยายามปิดบังฐานะอันยากจนของกว่านโจ้ง และช่วยแนะนำคนให้เสมอ กว่านโจ้งซาบซึ้งในน้ำใจเพื่อนคนนี้ จึงมักพูดเสมอว่า บิดามารดาให้กำเนิดเขามา เป้าฌูหยาคือคนรู้ใจเขาที่สุด ต่อมาในภายหลัง ทั้งสองคนได้เข้ารับราชการในรัฐฉี โดยทั้งสองคนมีหน้าที่การงานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนทั้งคู่ได้เป็นถึงครูขององค์ชายสองคนแห่งรัฐฉี องค์หนึ่งนามว่าเสี่ยวไป๋ได้เป้าฌูหยาเป็นครู ส่วนองค์ชายอีกองค์หนึ่งนามว่าจิวได้กว่านโจ้งเป็นครู ทั้งสองตั้งหน้าตั้งตาอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ของตนเต็มที่ แต่แล้วเหตุการณ์ในรัฐฉีก็กลับเลวร้ายลง เมื่อเจ้าผู้ครองนครฉีแต่งตั้งลูกที่เกิดจากนางสนมรองให้เป็นองค์รัชทายาท และมีการกวาดล้างอำนาจภายในกันจนการเมืองวุ่นวายไปหมด
กว่านโจ้งจึงพาองค์ชายจิวหลบหนีไปรัฐหลู่鲁国/魯國 Lǔ guó เป้าฌูหยาพาองค์ชายเสี่ยวไป๋หนีไปรัฐจวี่ 莒国/莒國 Jǔ guó ต่อมาภายหลังเจ้าผู้ครองรัฐฉีสิ้นลง เกิดการแย่งชิงอำนาจในรัฐกันวุ่นวายไปหมด เป้าฌูหยาจึงพาองค์ชายเสี่ยวไป๋รีบรุดกลับรัฐตัวเองเพื่อยึดอำนาจกลับคืน กว่านโจ้งก็พาองค์ชายจิวกลับรัฐฉีด้วยเช่นกัน แต่ผลลัพธ์คือกองทัพขององค์ชายเสี่ยวไป๋ยึดอำนาจได้สำเร็จ องค์ชายจิวไม่ยอมรับจึงจัดทัพเข้าแย่งชิง ผลองค์ชายจิวพ่ายแพ้ ก็ต้องหนีกลับรัฐหลู่ ระหว่างการติดตามไล่ล่านั้น
กว่านโจ้งได้ยิงธนูดอกหนึ่งถูกองค์ชายไป๋ ทำให้ฝ่ายขององค์ชายจิวหนีไปรัฐหลู่ได้สำเร็จ ต่อภายหลัง กองทัพฉียกกำลังมาโอบล้อมรัฐหลู่ ขู่บังคับให้รัฐหลู่สังหารองค์ชายจิวและจับตัวกว่านโจ้งมามอบให้รัฐฉี รัฐหลู่จึงจะปลอดภัย เมื่อรัฐหลู่ไร้ทางสู้ จึงจัดการตามคำเรียกร้องของรัฐฉี กว่านโจ้งเมื่อถูกส่งมาถึงรัฐฉีแล้ว เป้าฌูหยาก็ได้ขอร้ององค์ชายเสี่ยวไป๋ละเว้นชีวิต และบอกว่า หากรัฐฉีอยากยิ่งใหญ่และเจริญก้าวหน้า ก็ขอให้ปล่อยตัวกว่านโจ้ง และแต่งตั้งกว่านโจ้งให้เป็นมหาเสนาบดีแทนที่ของตน พร้อมบอกว่ากว่านโจ้งคือบุคคลที่ทรงคุณค่าที่หาตัวได้ยากยิ่งแล้วในยุค ดังนั้นเมื่อกว่านโจ้งเข้าสู่ท้องพระโรง ในการสอบสวน องค์ชายเสี่ยวไป๋แสร้งถามว่า ท่านยังจำลูกธนูดอกนี้ได้ไหม กว่านโจ้งบอกว่า จำได้ นั่นเป็นลูกธนูของข้าพเจ้าที่ยิงไปหมายปลิดชีพของท่าน องค์ชายเสี่ยวไป๋จึงถามต่อว่า ท่านรู้ไหมว่าโทษของท่านหนักหนาแค่ไหน
กว่านโจ้ง ตอบว่า รู้ ที่ทำก็เพราะหน้าที่ เมื่ออยู่คนละฝ่าย ตนก็ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด บัดนี้ฝ่ายของตัวเองพ่ายแพ้ จะลงโทษเช่นไรก็แล้วแต่ท่าน เมื่อองค์ชายไป๋ทดลองใจกว่านโจ้งจนได้ผลเป็นที่พอใจแล้ว จึงปลดพันธการให้กับกว่านโจ้ง พร้อมคำนับกว่านโจ้งให้มาช่วยบริหารบ้านเมืองของตน แต่งตั้งกว่านโจ้งเป็นมหาเสนาบดีบริหารรัฐฉี หลังจากนั้นรัฐฉีในยุคขององค์ชายเสี่ยวไปซึ่งต่อมาก็คือกษัตริย์ฉีหวนกง 齐桓公/齊桓公Qí Huángōng ก็เจริญรุ่งเรือง กองทัพเข้มแข็ง เศรษฐกิจเฟื่องฟู ประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข จนรัฐฉีกลายเป็นรัฐที่มีอำนาจที่สุดแห่งยุคชุนชิวนั่นเอง
คำสอนของกว่านโจ้งถูกบันทึกไว้ในหนังสือชื่อกว๋านจื่อ 《管子》Guǎnzǐ ในนั้นมีอยู่ประโยคหนึ่งว่า
“一年之计,莫如树谷;十年之计,莫如树木;终身之计,莫如树人.”
“一年之計,莫如樹谷;十年之計,莫如樹木;終身之計,莫如樹人。”
“Yī nián zhī jì, mòrú shù gǔ; shí nián zhī jì, mòrú shùmù; zhōngshēn zhī jì, mòrú shù rén.”
“อี เหนียน จือ จี้, มั่วหรู ฉู้ กู่; ฉือ เหนียน จือ จี้ มั่วหรู ฉู้ มู่; โจงเฌิน จือ จี้ มั่วหรู ฉู้ เหริน”
หวังผลในหนึ่งปีปลูกผักธัญญพืช หวังผลในสิบปี ปลูกต้นไม้ หวังผลตลอดชีพ ปลูกฝังคน(พัฒนาส่งเสริมคน)
ต่อมาผู้คนจึงตัดเอาเพียงสองท่อนหลังแล้วเติมคำว่าร้อยเข้าไปเพื่อให้สอดคล้องกัน จนเป็นสุภาษิตเพื่อใช้มาพูดเปรียบเปรยดังที่ได้อธิบายไว้ในต้นเรื่องแล้ว
ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:培养人才是长久之计,也表示培养人才很不容易。
成語比喻:培養人才是長久之計,也表示培養人才很不容易。
Chénɡyǔ bǐyù:Péiyǎng réncái shì chángjiǔ zhī jì, yě biǎoshì péiyǎng réncái hěn bù róngyì.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่: เผยหย่าง เหรินไฉ ฉื้อ ฉางจิ่ว จือ จี้, เหย่ เปี่ยวฉื้อ เผยหย่าง เหรินไฉ เหิ่น ปู้ โหร่งอี้
สุภาษิตเปรียบว่า: การพัฒนาคนเก่งได้นั้นต้องใช้แผนระยะยาว และแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาคนนั้นไม่ง่าย

(ที่มาภาพ https://www.sohu.com/a/785228981_121123988)
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
教育不像经济那样求快成果。教育是国家的十年树木百年树人的长远计划,不能急功近利。
教育不像經濟那樣求快成果。教育是國家的十年樹木百年樹人的長遠計劃,不能急功近利。
Jiàoyù bù xiàng jīngjì nàyàng qiú kuài chéngguǒ. Jiàoyù shì guójiā de shí nián shùmù bǎinián shù rén de chángyuǎn jìhuà, bùnéng jígōngjìnlì.
เจี้ยวยวี่ ปู๋ เซี่ยง จิงจี้ น่าย่าง ฉิว ไขว้ เฉิงกั่ว เจี้ยวยวี่ ฉื้อ กั๋วเจีย เตอะ ฉือเหนียนฉู้มู่ ไป่เหนียฉู้เหริน เตอะ ฉางหย่วน จี้ฮว่า, ปู้เหนิง จี๋กงจิ้นลี่
การศึกษาไม่อาจได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วเหมือนเศรษฐกิจ การศึกษาเป็นแผนระยะยาวของประเทศที่ต้องใช้เวลายาวนาน โดยเราไม่สามารถเร่งรีบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว
