นักวิชาการ ไม่เห็นด้วย ดันวิชาประวัติศาสตร์ สอบเข้า ม.1-ม.4 แนะทบทวน หวั่นต่อยอดกระแสชาตินิยม

19.08.25 | 16:44 น.

นักวิชาการ ไม่เห็นด้วย ดันวิชาประวัติศาสตร์ สอบเข้า ม.1-4 แนะทบทวน หวั่นต่อยอดกระแสชาตินิยมในผู้เรียน 

จากกรณีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อยากกำหนดให้วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองเป็นวิชาเอก ที่ต้องใช้ในการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1และ มัธยมศึกษาปีที่4 ด้วย เพื่อให้เด็กเห็นถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนกับชาติใดในโลกจึงอยากให้เด็กได้รู้จักรากเหง้าของระบอบประชาธิปไตยและประวัติศาสตร์เชิงลึกแบบถูกต้องนั้น

อ่านข่าวนฤมล จ่อดัน ประวัติศาสตร์ เป็นวิชาเอกสอบเข้ามัธยม ให้เด็กรู้จักรากเหง้าระบอบประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า น่าคิดว่าแนวนโยบายนี้ เป็นการเน้นผิดที่หรือไม่ เพราะถ้าให้วิชาประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง เป็นวิชาสอบเข้าเรียนต่อ จะกลายเป็นให้นักเรียนจำเหตุการณ์สำคัญๆ จำบุคคล หรือไม่ ซึ่งปกติในระบบหลักสูตรการเรียนการสอนก็เน้นการท่องจำมากอยู่แล้ว

นายสมพงษ์ กล่าวว่า วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ควรเป็นวิชาที่เน้นเรื่องการตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และเล่าเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ นอกจากเรื่องคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์แล้ว ควรเน้นให้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ สิ่งหล่านี้น่าจะเป็นแก่นสาระของวิชา มากกว่าการท่องจำและการสอบเข้า

Advertisement

นายสมพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ต้องระมัดระวังการนำวิชาประวัติศาสตร์น่าที่พลเมือง และการศึกษา ไม่ไปต่อยอดกระแสชาตินิยม อคติ ความเกลียดชัง ลงไปในตัวเด็กและผู้เรียน เพราะปัจจุบันกระแสชาติยม เช่น การเรียกร้องให้ยกเลิกงบช่วยเหลือทุนการศึกษากัมพูชา เป็นต้น ซึ่งมองว่าอคติและชาติยมเริ่มรุนแรงขึ้นเกินกว่าเหตุแล้ว คิดว่าการศึกษาควรเป็นกลาง ส่งเสริมบทบาทการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปราศจากอคติและเชื้อชาติ

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศ กำลังเอาวิชาประวัติศาสตร์ไปสร้างความเกลียดชังกัน เราจะเห็นเด็กกัมพูชา ด่าไทยว่าขโมยแผ่นดินเขา ในขณะที่คนไทยมองคนกัมพูชาว่าไว้ใจไม่ได้ ซึ่งทั้ง 2 ต่างสาดใส่ความรู้สึกเกลียดชัง การทำลายล้าง การทำสงคราม เป็นการดำเนินการปลุกเร้าความแตกแยก ให้อยู่อย่างศัตรูมีความอคติต่อกัน ซึ่งเรื่องนี้ต้องระมัดระวังอย่างมาก

“เหตุการณ์แยกวิชาประวัติศาสตร์เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในสมัยรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา และขณะนี้เรื่องดังกล่าวก็ถูกยกกลับมาอีกครั้ง อย่าทำให้ 5-6 จังหวัด ที่ติดชายแดน ที่มีระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร เกิดระเบียงการศึกษาขึ้น เพราะพื้นที่เหล่านี้ มีวัฒนธรรมร่วมกัน และอยากให้มหาวิทยาลัยที่อยู่ตามชายแดน หรือมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง สร้างประวัติศาสตร์ทางเลือก เพื่อสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานรากเหง้าของอุษาคเนย์นั้นเป็นอย่างไร พร้อมกับสอดแทรกเรื่องการอ่านแผนที่ อาณานิคม และสงครามความขัดแย้งว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เกิดจากความขัดแย้งของผู้นำทั้งสองประเทศหรือไม่” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวว่า การเน้นวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง อาจจะขัดกับแนวโน้มและทิศทางหลักสูตรฐานสมรรถนะ คิดว่าควรจะทบทวนเรื่องดังกล่าว หรือยกเลิกเรื่องดังกล่าว เพราะเรากำลังสร้างความย้อนแย้งในตัวเอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อาจจะไม่ใช่คนในวงการศึกษา ทำให้สร้างนโยบายที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือตรงกับตรรกะและหลักการทางการศึกษา อย่าตามกระแสและสร้างความเกลียดชัง เพราะประชาชนที่อยู่ชายแดนทั้ง 2 ประเทศ ต้องอยู่ร่วมกัน เป็นญาติพี่น้อง เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน อย่านำระบบการศึกษาไปทำให้แตกแยก ไปทำให้เกิดอคติ และดูแคลน หากผลักดันเรื่องเหล่านี้อย่างขาดความเข้าใจ จะทำให้เกิดความไม่ปกติสุขอีกยาว