‘จุฬาฯ’ จี้อาจารย์ยุคใหม่เร่งปรับตัว สร้างภูมิปัญญา-รับมือภาวะล้นตลาด

21.08.26 | 10:13 น.

‘จุฬาฯ’ จี้อาจารย์ยุคใหม่เร่งปรับตัว สร้างภูมิปัญญา-รับมือภาวะล้นตลาด

นายวิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า แม้โครงสร้างประชากรและอัตราการเกิดลดลง จนส่งผลกระทบต่อผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษา แต่บทบาทของมหาวิทยาลัย ไม่ได้ลดน้อยลงตามจำนวนเด็ก ตรงกันข้ามมหาวิทยาลัยกลับจะยิ่งมีความสำคัญและขยายกว้างขึ้นกว่าเดิม เหตุผลสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยเติบโตและมีบทบาทเพิ่มขึ้น 4 ประการหลัก ดังนี้ 1.การจัดการเรียนการสอน ขยายเป้าหมายสู่ระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดเป้าหมายไว้เพียงแค่การผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรี แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งมีผู้สนใจเข้าศึกษาเพิ่มขึ้นมาก 2.ปรับตัวเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Center) ตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัยได้เข้ามาเรียนรู้ ไม่ใช่เป็นเพียงสถานที่มอบปริญญาบัตรเพียงอย่างเดียว


นายวิเลิศ กล่าวต่อว่า 3.การดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ เข้ามาร่วมศึกษาวิจัย ซึ่งเป็นการเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอน นำเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม และ4.มุ่งเน้นงานวิจัย นวัตกรรม และหลักสูตร Non-Degree พัฒนานวัตกรรม ศูนย์ควอนตัม (Quantum) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล้วนแต่เกิดขึ้นจากมหาวิทยาลัย รวมทั้งการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่เน้นปริญญา (Non-Degree) เพื่อตอบสนองตลาดแรงงานยุคใหม่

“สำหรับกรณีหลักสูตรดั้งเดิมที่มีผู้เรียนลดลงนั้น ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย ที่ผ่านมา ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ส่งเสริมและปรับเปลี่ยนเกณฑ์การปรับปรุงหลักสูตร จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ทุก 3-5 ปี ให้สามารถปรับปรุงหลักสูตรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น มีการนำเทคโนโลยี AI และข้อมูลจากต่างประเทศเข้ามาผสมผสาน เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ส่วนการรับมือกับภาวะ อาจารย์ล้นตลาด อาจารย์ยุคใหม่ต้องปรับตัว อาจารย์จะไม่ใช่แค่ผู้สอนความรู้เดิมๆ เพราะสิ่งเหล่านั้น AI หรือผู้เรียนสามารถค้นคว้าเองได้ แต่อาจารย์ต้องพัฒนาตนเองไปสู่การสร้างภูมิปัญญา เพิ่มคุณค่าในสิ่งที่AI ไม่สามารถทดแทนได้” นายวิเลิศ กล่าว

นายวิเลิศ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เกี่ยวกับปัญหาการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์และผลงานวิจัย ในวงการอุดมศึกษานั้น ขอยืนยันว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ถือว่าผิดจริยธรรมวิชาการอย่างร้ายแรง โดยสถาบันมีมาตรการลงโทษขั้นสูงสุด คือ ไล่ออกสถานเดียวและจะไม่ได้อนุมัติปริญญาบัตรอย่างแน่นอน โดยได้เน้นย้ำกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด ไม่ได้ดูแค่เล่มรายงานวิทยานิพนธ์หรือผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้น เนื่องจากตัวเล่มอาจมีการว่าจ้างหรือคัดลอกกันได้ แต่มหาวิทยาลัยจะมุ่งเน้นการวัดผลที่ กระบวนการเรียนรู้ ผ่านการสอบปากเปล่า การตั้งคำถามถึงที่มาและขั้นตอนการทำวิจัยอย่างละเอียด ซึ่งในขั้นตอนนี้ แม้แต่ AI หรือผู้รับจ้างก็ไม่สามารถเข้ามาช่วยผู้เรียนในห้องสอบได้ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองและรับประกันคุณภาพบัณฑิตอย่างแท้จริง

Advertisement