จัดยิ่งใหญ่ มหกรรมปล่อยแก่ครั้งที่2 ‘ผอ.วช.’ ย้ำเป็นโครงการดี-มีประโยชน์

26.08.26 | 15:00 น.

จัดยิ่งใหญ่ มหกรรมปล่อยแก่ครั้งที่2  ผอ.วช.ย้ำเป็นโครงการดี-มีประโยชน์ช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและชุมชน ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรีฯปลื้มงานประสบความสำเร็จมาก สมาชิกวงปล่อยแก่มีความสุข-มีพลัง ลูกหลานหนุนส่งแฮปปี้กันถ้วนหน้า


มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และพันธมิตรทั้งภาครัฐ-เอกชน จัด“มหกรรมปล่อยแก่ ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ.2569” ที่มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม โดยดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีวงปล่อยแก่จาก14 จังหวัด มาร่วมโชว์ทั้งหมด 16 วง ซึ่งในปีนี้มีวงปล่อยแก่ปัตตานี วงน้องใหม่ล่าสุด เข้าร่วมด้วย ควบคุมวงโดยพลตรี ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ และดร.ธีรนัย จิระสิริกุล พร้อมกันนี้มีการสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมประกอบบทเพลง โดย ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ศิลปินอาวุโส

บรรยากาศภายในมหิดลสิทธาคารคึกคักเป็นอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมงานกว่าพันคน โดยครอบครัวของสมาชิกวงปล่อยแก่ทั่วประเทศมาให้กำลังใจด้วย ซึ่งสมาชิกวงปล่อยแก่แต่ละจังหวัดมาฝึกซ้อมกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้าตั้งแต่เช้า ก่อนขึ้นร้องบนเวทีโชว์ในช่วงบ่าย จากการสอบถามทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตื่นเต้นและมีความสุขมาก ปกติซ้อมร้องเพลงกันมาตลอด เดือนละครั้งสองครั้งบ้าง รอคอยงานนี้มานาน เพราะปีหนึ่งจะจัดครั้งเดียว ทำให้ได้มีโอกาสพบปะเพื่อนฝูงวงปล่อยแก่ของจังหวัดอื่นๆ

Advertisement

ดร. วิภารัตน์ กล่าวตอนหนึ่งในการเปิดงาน“มหกรรมปล่อยแก่ ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ.2569”ว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นการนำงานวิจัยและองค์ความรู้มาสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้วงปล่อยแก่ และ โครงการดนตรีพลังบวก สะท้อนให้เห็นว่า ดนตรีมิได้เป็นเพียงศาสตร์แห่งเสียง หากยังเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเติมเต็มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและชุมชนให้มีความหมายยิ่งขึ้น “มหกรรมปล่อยแก่” จึงมิได้เป็นเพียงเวทีสำหรับการแสดงดนตรี แต่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยได้กลับมาใช้ศักยภาพของตนเอง ได้เรียนรู้ และได้สร้างสรรค์ และทำให้สังคมได้มองเห็นว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตสามารถต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไปได้

“ดิฉันขอชื่นชมคณะผู้จัดงาน คณะนักวิจัย ครูผู้ฝึกสอน สมาชิกวงปล่อยแก่ และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มิได้สะท้อนเพียงความสามารถทางดนตรี หากยังสะท้อนถึงพลังของคนทุกวัยในการเรียนรู้ เติบโต และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ถือเป็นภาพสะท้อนอันงดงามของการบูรณาการ งานวิจัย ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี และพลังของชุมชน ให้เกิดเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างคุณค่าร่วมกัน” ดร.วิภารัตน์ กล่าว


ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วงปล่อยแก่ถือเป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของดนตรีในการเชื่อมโยงผู้คนและสร้างสรรค์สังคม โดยนำดนตรีพื้นบ้านมาผสมผสานกับแนวทางและวัฒนธรรมของวงดนตรีออร์เคสตร้า เกิดเป็นรูปแบบการสร้างสรรค์ทางดนตรีที่มีความหลากหลายและน่าสนใจ พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาสังคมและสร้างคุณค่าให้แก่ดนตรีในมิติที่หลากหลาย กิจกรรมในวันนี้นับเป็นโอกาสสำคัญที่คนทุกช่วงวัยได้มารวมตัวกันและร่วมกันสร้างสรรค์เสียงดนตรีอย่างมีความสุข

 

ด้านรศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมปล่อยแก่ครั้งที่ 2 นี้ ประสบความสำเร็จมากเพราะคนแก่ทุกคนที่มามีความสุข และที่ประทับใจคือแต่ละคนเดินทางมาไกลมาก เพื่อมาเล่นเพลงเดียว 5 นาที ทำให้เห็นพลังที่มีมากและทุกคนมีความสุข ตอนแรกกลัวจะมีคนแก่เป็นลมหรืออะไรต่อมิอะไร แต่ปรากฎว่าทุกคนมีพลัง ซึ่งก่อนเริ่มการร้องเพลงประสานเสียงของแต่ละวง ได้ฉายภาพยนตร์สารคดีตัวอย่างของวงปล่อยแก่บ้านคา จังหวัดราชบุรี อันเป็นวงปล่อยแก่วงแรกที่ก่อตั้งเมื่อปี 2562 กำกับโดย จิระ มะลิกุล ผู้กำกับชื่อดัง คาดว่าปลายปี2570 จะถ่ายเสร็จสมบูรณ์ ทั้งนี้จะมีวงปล่อยแก่เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ แต่ทางมูลนิธิฯและผู้สนับสนุนจะเน้นคุณภาพเป็นหลัก

นายศักดิ์สิทธิ์ เอี่ยวเลาเต่า วัย 63 ปี หัวหน้าวงปล่อยแก่บ้านคา กล่าวว่า วงปล่อยแก่บ้านคา เป็นวงแรกของประเทศไทย ก่อตั้งปลายปี 2562 ปัจจุบันมีสมาชิก 28 คน เกือบทั้งหมดเป็นเกษตรกร โดยเวลาไปแสดงจะร่วมกับวงเกาะพลับพลา รวมกันเป็นวงปล่อยแก่ราชบุรี รวมกันแล้วมีประมาณ 70 กว่าคน อายุน้อยสุด 50 ปี สูงสุด 80 ปีขึ้นไป

“การมาร้องเพลงในวงปล่อยแก่ทางครอบครัวต่างสนับสนุน เพราะถ้าอยู่บ้านก็เหงา ส่วนมากอยากเจอเพื่อนและได้มาร้องเพลง อีกอย่างครูสอนร้องเพลงสนุกดี ซึ่งการได้ร้องเพลงทำให้สุขภาพดีขึ้น ตอนนี้หลายคนยังเดินได้แข็งแรง กระฉับกระเฉง รักการแต่งตัว เพราะเมื่อมาเข้าวงก็ต้องแต่งตัวให้สวยงาม กระชุ่มกระชวยสาวขึ้นหนุ่มขึ้น เพราะมาแล้วมีความสุข มาแล้วได้หัวเราะ”นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

ขณะที่นางประเจียด บัวแย้ม หัวหน้าวงปล่อยแก่ปัตตานี กล่าวว่า วงเพิ่งก่อตั้งเมื่อต้นปีนี้นี่เอง เป็นวงน้องใหม่สุด โดยได้แรงบันดาลใจมาจากวงปล่อยแก่ที่ไปแสดงยังจังหวัดยะลา จึงมาปรึกษากับชมรมผู้สูงอายุจังหวัดปัตตานี สมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงฯของที่นี่ มีประมาณ 60 กว่าคน วันนี้มาร้องกัน 42 คน สมาชิกมีตั้งแต่อายุ64 ปี ถึง80 ปี ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการบำนาญทั้งครู และพยาบาล โดยได้งบประมาณสนับสนุนส่วนหนึ่งจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ศอ.บต. )เวลาซ้อมร้องเพลงก็ใช้สถานที่TK Park ของเทศบาลเมืองปัตตานี โดยทางมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ส่งครูไปช่วยสอน

“การมาร้องวันนี้ตื่นเต้นๆมาก แต่ทุกคนมีความสุข ที่ผ่านมามีสมาชิกบางคนไม่ค่อยเข้าสังคม พอเข้ามาอยู่กับวงแล้วมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สดชื่นขึ้น ช่วยตัวเองได้มากขึ้น ขณะเดียวกันชมรมผู้สูงอายุจังหวัดปัตตานีก็เน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมาชิกเป็นคนที่มีสุขภาพจิต-กาย ดี บางคนถูกเพื่อนทักเลยว่าทำไมหน้าตาสดใสขึ้น เขาบอกเพราะได้มาร้องเพลงกับวงปล่อยแก่ ทำให้มีความสุข ขณะเดียวกันเปลี่ยนชีวิตประจำวันไปเยอะเลย ลูกๆก็สนับสนุน บอกว่าถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ควรจะมาหาประสบการณ์ชีวิตจริงกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้า ลูกๆดีใจที่แม่ได้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้”

คุณศณภัส จินา ลูกสาวของนายภิรมย์ จินา อายุ 78 ปี และคุณกัลยา จินา อายุ 79 ปี ซึ่งมาร่วมงาน”มหกรรมปล่อยแก่ฯ” ครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า วันนี้มาให้กำลังใจคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่วงปล่อยแก่ปัตตานี ตั้งแต่มาร่วมร้องเพลงกับวงนี้ สังเกตุได้ว่าทั้งสองคนมีความสดชื่นและมีความสุขที่ได้ร่วมกิจกรรม ที่สำคัญสุขภาพแข็งแรง เมื่อปีที่แล้วคุณแม่ผ่าตัดเข่ามีอาการเจ็บปวดที่หัวเข่าบ้าง แต่ตอนนี้ไม่บ่นปวดเข่าอีก
“ดีใจมากที่มีกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ ทราบว่าวันนี้มีสมาชิกวงปล่อยแก่มาร่วม 700 กว่าคนเลย มีทั้งญาติๆ และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีกิจกรรมอย่างนี้ดีๆทุกปีต่อเนื่องกันไป เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงของคุณพ่อคุณแม่ชัดเจน เขามีความสุขขึ้น โดยมีกิจกรรมให้ทำ ไม่ได้ร่วงโรยไปตามวันเวลา ซึ่งจริๆแล้วผู้สูงอายุยังมีศักยภาพที่จะทำกิจกรรมและร่วมบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคมได้”คุณศณภัส กล่าว