รบ.ดัน PISA ท็อป 50 โลก ‘ศธ.-โต้ง’ ปลื้มคะแนนพุ่ง ลุยยกระดับ น.ร.เก่ง ‘เอไอ’

10.09.26 | 06:37 น.

รบ.ดัน PISA ท็อป 50 โลก ‘ศธ.-โต้ง’ ปลื้มคะแนนพุ่ง ลุยยกระดับ น.ร.เก่ง ‘เอไอ’ อจ.จุฬาฯแนะแก้ ‘7 โจทย์’

เมื่อวันที่ 9 กันยายน ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA 2025 เป็นสัญญาณที่น่ายินดีสำหรับการศึกษาไทย หลังคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้าน ส่งผลให้อันดับของประเทศไทยขยับจากอันดับ 58 ในปี 2022 มาเป็นอันดับ 53 ในปี 2025 โดยสิ่งที่น่ายินดีไม่ใช่เพียงอันดับที่ขยับขึ้น แต่คือการที่คะแนนเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้าน สะท้อนพัฒนาการของผู้เรียนในทักษะสำคัญ ทั้งการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ การทำความเข้าใจข้อมูล และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง


สำหรับก้าวต่อไป กระทรวงศึกษาธิการเตรียมยกระดับ กรอบการเรียนรู้ด้าน AI (AI Framework) สำหรับทั้งผู้เรียนและผู้สอน โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปีนี้ พร้อมวางรากฐานทักษะ “รู้เท่าทันสื่อและ AI” ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อให้เด็กสามารถแยกแยะข้อมูล ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และใช้ AI ได้อย่างเหมาะสม มีวิจารณญาณ และมีความรับผิดชอบ โดยจะบูรณาการทักษะเหล่านี้เข้ากับการเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะวิชาเทคโนโลยี

นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ศธ.จึงเตรียมวางกรอบ AI Framework ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ครอบคลุมทั้งผู้เรียนและครูผู้สอน เพื่อให้สามารถใช้และเข้าใจเทคโนโลยี AI ได้อย่างเหมาะสม

“ที่ผ่านมา ศธ.ได้ปูพื้นฐานและเตรียมความพร้อมเรื่อง PISA ให้กับนักเรียนทั่วประเทศ แต่อันดับและคะแนนที่ขยับขึ้นครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัย จึงต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อดูว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ผลการประเมินดีขึ้น และนำไปต่อยอดในการพัฒนาการจัดการศึกษาในโรงเรียนทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าว่าในการประเมิน PISA ปี 2029 ประเทศไทยจะขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับไม่เกิน 50 ของโลก” นายประเสริฐกล่าว

Advertisement

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า แม้คะแนนจะปรับตัวดีขึ้น แต่ผลประเมินยังสะท้อนว่าคะแนนของนักเรียนไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD รวมถึงยังมีความเหลื่อมล้ำด้านผลสัมฤทธิ์ระหว่างนักเรียนกลุ่มคะแนนสูงและกลุ่มคะแนนต่ำ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ระบบการศึกษาไทยต้องเร่งแก้ไขและพัฒนาต่อไป สังคมไทยไม่ควรรีบดีใจจนเกินเหตุ เพราะหากวิเคราะห์ตัวเลขออกมาดูอย่างรอบด้าน จะพบ ความย้อนแย้งและโจทย์ใหญ่ที่ซ่อนอยู่ถึง 7 ประเด็นสำคัญ 1.ผลงานระบบ หรือแค่ผลผลิตจากการติว ผลงานเกิดจากการปรับโครงสร้างยั่งยืน หรือแค่การติวเข้มระยะสั้น 2.ปรากฏการณ์ย้อนแย้ง คะแนนการอ่านเพิ่ม แต่เด็กไทยยัง ‘อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้’ แม้คะแนนอ่านจะขึ้น แต่เด็กไทยจำนวนมากในชีวิตจริงยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือจับใจความไม่ได้ 3.ช่องว่างที่ยังห่างไกลจากมาตรฐาน OECD แม้อันดับจะดีขึ้น แต่คะแนนรวมยังคงตามหลังค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อยู่ถึง 40–50 คะแนน สะท้อนว่าทุนมนุษย์ไทยยังพัฒนาช้ากว่าระดับสากล 4.ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ภาพสะท้อน ‘ความเจริญเป็นกระจุก’ คะแนนที่สูงขึ้นมักมาจากกลุ่มโรงเรียนชั้นนำ เช่น โรงเรียนสาธิต โรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์ หรือโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง ขณะที่โรงเรียน สพฐ., โรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนอาชีวะในพื้นที่ห่างไกลยังเสียเปรียบด้านทรัพยากรอย่างมาก

5.หลักสูตรฐานสมรรถนะ ถึงเวลาต้องปฏิรูปทั้งระบบ แม้ช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นผลบวก แต่กระบวนการยังไม่ทั่วถึง จึงต้องการให้รัฐบาลบังคับใช้หลักสูตรนี้อย่างเต็มรูปแบบทั้งระบบ 6. รื้อโครงสร้างเวลาเรียน ปลุกแนวคิด STEM และ Learning by Doing รูปแบบการเรียนการสอนแบบ STEM ที่เคยเป็นหัวใจสำคัญ ปรับรูปแบบเวลาเรียนเป็น “เรียนเนื้อหาครึ่งวันเช้า – ทำกิจกรรมครึ่งวันบ่าย” โดยช่วงเช้าเน้นพื้นฐาน (อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น) ส่วนช่วงบ่ายเน้นโครงงาน STEM และกิจกรรมตามความสนใจ เพื่อลดความอัดแน่นของ 8 กลุ่มสาระฯ และเน้นทักษะชีวิต 7. ปฏิรูประบบราชการ ผูก ‘วิทยฐานะครู’ เข้ากับ ‘ผลสัมฤทธิ์ของเด็ก’ หนึ่งในข้อเสนอเชิงโครงสร้าง เปลี่ยนเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะจากการทำเอกสารเชิงธุรการ ให้ไปผูกโยงกับผลสัมฤทธิ์และพัฒนาการของนักเรียนในห้องเรียนจริง

“ก้าวสำคัญของศธ.ในครั้งนี้สมควรได้รับการเชิดชูในแง่ของความตั้งใจและการแก้ปัญหา แต่วิกฤตการศึกษาไทยใหญ่เกินกว่าจะแก้ได้ด้วยภาพการเติบโตชั่วคราว รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องใช้จังหวะนั้นในการรื้อโครงสร้าง ผ่านการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ , การบังคับใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างจริงจัง , และการปฏิรูประบบวิทยฐานะครู เพื่อเปลี่ยนข่าวดีให้กลายเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยั่งยืนของประเทศไทย” นายสมพงษ์ กล่าว สรุป

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความรู้สึกหลังทราบผลการประเมิน PISA 2025 พร้อมย้อนถึงช่วงเวลาที่เคยทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เมื่อปี 2566 ซึ่งขณะนั้น พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ