ปรมาณูเพื่อสันติยกระดับ รับมือเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์-รังสี ชู “การสื่อสารที่รวดเร็ว แม่นยำ และเป็นหนึ่งเดียว”พร้อมเสริมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งอนาคต เตรียมบทบาทไทยสู่การเป็นประธาน ASEANTOM ในปี 71
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยจากพลังงานปรมาณูในภูมิภาคอาเซียน (ASEANTOM) จัดการฝึกอบรมระดับภูมิภาค “Regional Training Course on Effective Communication during a Nuclear or Radiological Emergency” ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการสื่อสารและการประสานงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์หรือรังสี มุ่งสู่การตอบสนองร่วมกันของภูมิภาคภายใต้แนวคิด “One ASEAN, One Response, One Voice”

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า การฝึกอบรมครั้งนี้ดำเนินการภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการ IAEA–ASEANTOM RAS9101: Advancing Radiological and Nuclear Emergency Preparedness and Response Arrangements โดยมุ่งพัฒนายุทธศาสตร์การสื่อสารภาวะฉุกเฉินให้มีความ รวดเร็ว แม่นยำ โปร่งใส และสอดประสานกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการเตรียมความพร้อมด้านเทคนิค แต่ยังรวมถึงการทำให้หน่วยงานด้านนิวเคลียร์และรังสีสามารถทำงานร่วมกับผู้ปฏิบัติงานด้านการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้าร่วมได้ฝึกทักษะการสื่อสารกับประชาชนในหลากหลายสถานการณ์ ภายใต้กรอบ The ASEAN Procedure on Coordination and Public Communication during a Radiological or Nuclear Emergency เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถประสานข้อมูลและสื่อสารต่อสาธารณะได้อย่างเป็นระบบเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงในภาวะฉุกเฉิน “ข้อมูลที่ถูกต้อง” คือส่วนหนึ่งของความปลอดภัย
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า เหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีไม่ได้มีความท้าทายเฉพาะการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรับมือกับ ข่าวลือ ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน และการแพร่กระจายข้อมูลอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชน

ดังนั้น การสื่อสารความเสี่ยงที่รวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และมีทิศทางสอดคล้องกันระหว่างประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และเป็นพื้นฐานของการสร้าง Public Trust หรือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบความปลอดภัยทางนิวเคลียร์
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการขานรับนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งยกระดับบทบาทประเทศไทยสู่การมี “International Leadership” ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในภูมิภาค พร้อมพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์แห่งอนาคต
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาความพร้อมทั้งด้าน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบกำกับดูแล กฎหมาย มาตรฐานสากล บุคลากร และระบบเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และรังสีเป็นไปอย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ความพร้อมดังกล่าวครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีในหลายมิติ ตั้งแต่ การแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรค การเกษตรและอาหาร เพื่อยกระดับผลผลิตและความปลอดภัย ภาคอุตสาหกรรม เพื่อการตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต สิ่งแวดล้อม เพื่อการติดตามและประเมินมลพิษ ตลอดจน ความมั่นคง ในการเฝ้าระวังและป้องกันภัยที่เกี่ยวข้องกับวัสดุกัมมันตรังสี

รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์สมัยใหม่ เช่น Small Modular Reactors (SMRs) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากหลายประเทศ การมีระบบกำกับดูแลและระบบเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินที่เข้มแข็งจึงเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญ หากประเทศไทยพิจารณานำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในอนาคต
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า การฝึกอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 19 คน จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ Tabletop Exercise หรือการฝึกซ้อมบนโต๊ะด้วยสถานการณ์จำลอง เพื่อทดสอบกระบวนการประสานงาน การตัดสินใจ และการสื่อสารต่อสาธารณะ รวมถึงร่วมกันพัฒนาแนวทางและคู่มือการสื่อสารสำหรับอาเซียนให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดสถานการณ์จริง
กิจกรรมดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เป็นการสร้าง เครือข่ายคน ระบบ และความไว้วางใจระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีในระดับภูมิภาค เพราะเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีอาจไม่หยุดอยู่เพียงภายในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง
การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเสริมสร้างบทบาทนำด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของภูมิภาค ก่อนก้าวสู่การเป็น ประธานเครือข่าย ASEANTOM ในปี พ.ศ. 2571 พร้อมยกระดับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนและ IAEA ทั้งด้านการกำกับดูแล การเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และการสื่อสารกับประชาชน

เพราะโลกของเทคโนโลยีนิวเคลียร์กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ความพร้อมของประเทศจึงไม่ได้วัดเพียงว่า “เรามีเทคโนโลยีอะไร” แต่ต้องตอบได้ด้วยว่า “เรามีระบบที่ทำให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยได้มากเพียงใด” และการสร้างความพร้อมร่วมกันของอาเซียนในวันนี้ คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างปลอดภัยและยั่งยืนในอนาคต



