ยารังสี และเทคโนโลยี Theranostics: ก้าวใหม่ของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) สู่การรักษามะเร็ง และบทบาทการกำกับดูแลของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
วันที่ 20 ตุลาคม นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมณูเพื่อสันติ(ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) กล่าวว่า เมื่อพูดถึงการใช้รังสีรักษามะเร็ง ประชาชนส่วนใหญ่มักนึกถึง “การฉายรังสี” จากเครื่องจักรขนาดใหญ่จากภายนอกร่างกาย แต่ในโลกยุคปัจจุบัน นวัตกรรมทางการแพทย์ได้ก้าวไปไกลจนถึงขีดสุด ด้วยการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “ยารังสี” (Radiopharmaceuticals) ซึ่งเป็นการนำสารกัมมันตรังสีมาผสมกับโมเลกุลยาเฉพาะเจาะจง แล้วฉีดเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยเพื่อเข้าไปค้นหาและทำลายเซลล์มะเร็งจากภายในอย่างแม่นยำ

นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ปัจจุบัน วงการเวชศาสตร์นิวเคลียร์ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Theranostics” (เทรานอสติกส์) ซึ่งมาจากการผสมคำระหว่าง Therapeutics (การบำบัดรักษา) และ Diagnostics (การวินิจฉัย)
หลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้เปรียบเสมือน “ขีปนาวุธนำวิถี” โดยแพทย์จะเริ่มจากการฉีด “ยารังสีวินิจฉัย” (เช่น Gallium-68) เข้าไปในร่างกาย ยานี้จะทำหน้าที่เหมือน GPS วิ่งไปเกาะติดเฉพาะเซลล์มะเร็ง ทำให้แพทย์มองเห็นภาพการกระจายตัวของมะเร็งทั่วร่างกายได้อย่างชัดเจน
จากนั้นแพทย์จะใช้ “ยารังสีบำบัด” (เช่น Lutetium-177 หรือ Actinium-225) ซึ่งมีคุณสมบัติพุ่งเป้าไปเกาะที่เซลล์มะเร็งจุดเดียวกันเป๊ะ รังสีจะแผ่พลังงานทำลายล้างระยะสั้นๆ เฉพาะบริเวณนั้น ทำให้เซลล์มะเร็งตายโดยแทบไม่กระทบต่อเซลล์ปกติที่อยู่รอบข้าง
“นี่คือหัวใจสำคัญของ “การแพทย์แม่นยำ” (Precision Medicine) ที่ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและลดผลข้างเคียงจากการรักษาได้อย่างมหาศาล”เลขาธิการปส. กล่าว

นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า การนำนวัตกรรมยารังสีขั้นสูงมาใช้ในประเทศไทย จำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ปส. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่าง “การผลักดันให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรม” และ “การคุ้มครองความปลอดภัยสูงสุด” ดังนี้:
• การกำกับดูแลวงจรชีวิตของยารังสี (Lifecycle Oversight): ปส. ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตและตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย ตั้งแต่สถานที่ผลิตไอโซโทปรังสี (เช่น เครื่องไซโคลตรอน หรือเครื่องปฏิกรณ์วิจัย) การขนส่งยารังสี ไปจนถึงห้องปฏิบัติการในโรงพยาบาล เพื่อป้องกันการรั่วไหลของรังสีสู่สาธารณะ

• การคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม: ยารังสีรุ่นใหม่มีระดับพลังงานและคุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่แตกต่างจากอดีต ปส. ได้กำหนดเกณฑ์การประเมินความปลอดภัย การจัดการกากกัมมันตรังสีทางการแพทย์ (เช่น ของเสียจากการขับถ่ายของผู้ป่วยที่ได้รับยารังสี) เพื่อให้แน่ใจว่าระบบบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลได้มาตรฐาน ไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสู่ชุมชน
• การปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ (Adaptive Regulation): ปส. ติดตามมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบให้รองรับยารังสีชนิดใหม่ๆ (Emerging Radioisotopes) ทำให้โรงพยาบาลในไทยสามารถนำเข้าและใช้งานยาเหล่านี้ได้อย่างถูกกฎหมาย ปลอดภัย และรวดเร็ว
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Theranostics และการแพทย์แม่นยำได้อย่างเต็มศักยภาพ ปส. ขอเสนอแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและผู้บริหารระดับสูง ดังนี้:
1. ส่งเสริมการผลิตไอโซโทปรังสีภายในประเทศ (Domestic Production): ยารังสีหลายชนิดมี “ครึ่งชีวิต” (Half-life) ที่สั้นมาก บางชนิดสลายตัวในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือกี่วัน การพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวทำให้มีข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และต้นทุนที่สูง รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณให้สถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการผลิตยารังสีในไทย เพื่อความมั่นคงทางสาธารณสุขและลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย
2. การปรับปรุงกฎหมายแบบบูรณาการ (Streamlined Regulatory Pathway): เนื่องจากยารังสีเกี่ยวข้องกับทั้ง “กฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ” (ดูแลความปลอดภัยทางรังสี) และ “กฎหมายยา” (ดูแลสรรพคุณทางยา) ภาครัฐควรส่งเสริมกลไกการทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อระหว่าง ปส. และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการขออนุญาต ช่วยให้นวัตกรรมใหม่เข้าถึงผู้ป่วยได้เร็วขึ้น
3. การพัฒนากำลังคนเฉพาะทาง (Human Capacity Building): รัฐควรสนับสนุนทุนการศึกษาและการจัดอบรมเพื่อเร่งผลิตบุคลากรที่ขาดแคลน เช่น นักฟิสิกส์การแพทย์ นักรังสีเภสัชกร และผู้ตรวจการด้านรังสี เพื่อให้เพียงพอต่อการขยายตัวของศูนย์เวชศาสตร์นิวเคลียร์ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ

“เทคโนโลยี “ยารังสี” และ “Theranostics” คือความหวังใหม่ในการเอาชนะโรคมะเร็ง สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) พร้อมทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการวางรากฐานความปลอดภัย เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการแพทย์แม่นยำระดับโลกได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และยั่งยืน”นพ.รุ่งเรือง กล่าว



