สืบเนื่องกรณีความคืบหน้าการปรับภูมิทัศน์พื้นที่ภายในป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งล่าสุด กทม. ได้ทำการบูรณะอาคารพระยาญาณประกาศ ท่าเรือเก่าสำหรับเจ้านายและขุนนางสมัยรัชกาลที่ 6 โดยมีการทำความสะอาดและทาสีขาวบริเวณผนังทั้งด้านนอกและด้านใน โดยเกิดกระแสการตั้งคำถามในแวดวงวิชาการว่าได้มีการทำงานร่วมกันกับกรมศิลปากรหรือไม่ เนื่องจากมีการดำเนินงานอย่างรวดเร็ว โดยกทม.ระบุว่าเตรียมใช้เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ (อ่านข่าว อ.โบราณคดี งง! กทม.บูรณะเอง? ท่าเรือยุค ร.6-จี้กรมศิลป์เอาผิด แนะเบรกด่วนก่อนเสียหายกว่านี้)
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน นายพรเทพ บูรณะบุรีเดช อดีตรองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า รู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก เนื่องจาก ชาวบ้านยอมออกจากพื้นที่เพื่อสาธารณะ เชื่อว่าจะจะปรับปรุงโบราณสถาน แต่กทม.กลับดำเนินการเองโดยไม่คุยกับกรมศิลปากรซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความรู้ด้านนี้โดยตรง
“กทม. อยากทำอะไรก็ทำ ไม่คุยกับหน่วยงานไหน แม้กทม.จะเป็นเจ้าของ แต่โบราณสถานต้องมีกรมศิลปากรดูแล ต้องคุยกันว่าจะซ่อมแซมอย่างไร ผู้รับเหมาทั่วไป ไม่มีความชำนาญการเรื่องนี้ อยากสอบถามว่าประตูไม้ที่ถอดออก นำไปไว้ที่ไหน จะใช้ประตูบานเก่าหรือไม่ ไม้พื้นจะซ่อมแซมหรือเปลี่ยนเลย ปูนเก่าจะทำเหมือนเดิมไหม เรื่องพวกนี้คนอื่นอาจไม่เห็นความต่าง แต่ชาวบ้านที่เคยอยู่มานานรู้ว่าไม่เหมือนเดิม ก่อนหน้านี้กทม.เคยพากรมศิลป์เข้ามาในชุมชน แล้วทำไมเวลาบูรณะ ทำไมไม่เห็นมีกรมศิลป์มาดู ส่วนการใช้อาคารเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์นั้น มองว่าการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่ดูรูปภาพ กทม.เคยบอกจะเก็บบ้านไว้สุดท้ายก็รื้อหมด” นายพรเทพกล่าว

ศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทำให้ตนรู้สึกสิ้นหวังกับกทม. หมดหวังกับกรุงเทพฯ ซึ่งหมดสิ้นความเป็นกรุงรัตนโกสินทร์ยุครัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 5 ตราบใดที่กทม. ทำแบบนี้
ทั้งนี้ อาคารพระยาญาณประกาศ มีลักษณะเป็นตึกทรงยุโรปชั้นเดียว สร้างเมื่อ พ.ศ. 2459 โดยมหาอำมาตย์ตรี พระยาญาณประกาศ สุจริตามาตย์ธรรมเสถียร (เลื่อน ศุภศิริวัฒน์) อดีตพิพากษาศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษ และพระยายืนชิงช้า สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อใช้เป็นท่าเรือสำหรับเจ้านาย และข้าราชการที่จะเดินทางไปเฝ้าสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งเสด็จไปประทับ ณ พระตำหนัก วังสระปทุม ริมคลองแสนแสบ คู่อยู่กับท่าเรือชาวบ้าน คือ “ท่าเรือจางวางเอม” บริเวณสะพานผ่านฟ้า นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าเคยเป็นที่ประทับของเจ้านายคราวทอดพระเนตรการเล่นสักวาในคลองมหานาคช่วงงานภูเขาทอง กลางเดือน 12 วันลอยกระทงอีกด้วย

