หน้าแรก ในประเทศ ไม่รอด! ย้ายค...

ไม่รอด! ย้ายครูสาว สั่งลงโทษนักเรียนป่วยโรคผนังหัวใจรั่ว จนไข้ขึ้น เข้า รพ.

2.10.20 | 17:56 น.

ไม่รอด! ย้ายครูสาว สั่งลงโทษนักเรียนป่วยโรคผนังหัวใจรั่ว จนไข้ขึ้น เข้า รพ.

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปโรงเรียน ตชด. แห่งหนึ่งในพื้นที่ อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณี ผู้ปกครองของนักเรียนหญิง ชั้น ป.6 ซึ่งป่วยโรคประจำตัวผนังหัวใจรั่ว ถูกครูสาว ร.ร. ดังกล่าวสั่งลงโทษให้ลุก–นั่ง จำนวน 50 ครั้ง โดยที่ผู้ปกครองระบุว่า น้องไม่ได้กระทำความผิด ส่งผลให้ลูกสาวมีอาการไข้สูง ชักเกร็ง ผู้จนต้องนำส่ง รพ.ควนขนุน เพื่อรักษา (อ่านข่าว – ผปค. เด็ก ป.6 ป่วยผนังหัวใจรั่ว โวยครูสั่งลุกนั่ง 50 ครั้ง จนเป็นไข้ ชักเกร็ง เข้า รพ.)

นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังระบุว่า ครูสาวยังแสดงท่าทีไม่พอใจลูกสาวของตน เด็กยกมือไหว้ ก็ไม่ยอมรับไหว้ แถมทำเหมือนไม่ชอบหน้า จนเด็กเกิดอาการเครียดกลายเป็นโรคซึมเศร้าต้องทานยาคลายเครียด

โดยเมื่อทีมข่าวไปถึงที่โรงเรียน พบเด็กนักเรียนหญิงคนดังกล่าวไปโรงเรียนตามปกติ แต่ไม่พบครูสาวคู่กรณี พบเพียง ด.ต.โกศล แก้วมณี ครูใหญ่ ซึ่งกล่าวกับทีมข่าวว่า ส่วนตัวเพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่กี่วัน รู้สึกเสียใจเมื่อทราบกรณีความขัดแย้งดังกล่าว และเมื่อตนทราบเรื่องก็ได้พยายามเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ยอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล เผยจากการสอบถามครูในโรงเรียน พบว่าเด็กเป็นเด็กน่ารัก นิสัยดี และเรียนเก่งและยังมองว่าครูเองก็ไม่มีเจตนา เพราะเชื่อว่าคนเป็นครู อย่างไรก็เสียก็ต้องรักลูกศิษย์ โดยเฉพาะที่โรงเรียน ตชด. ด้วยแล้ว ไม่มีครูคนไหนคิดร้ายกับลูกศิษย์อย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดความขัดแย้ง และไม่เข้าใจต่อกันเพื่อเป็นการลดความขัดแย้งล่าสุด ทางผู้บังคับบัญชาก็ได้มีคำสั่งด่วนย้ายครูจาไปปฏิบัติหน้าที่ยังกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 สงขลาเป็นการชั่วคราว

สำหรับ กรณีดังกล่าวหลังเกิดเรื่อง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางผู้ปกครองได้ไปร้องต่อ กองร้อย ตชด. 434 พัทลุง ซึ่งทางกองร้อยก็รับเรื่องและมีการสั่งการลงมา เพื่อตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อคลี่คลายปมปัญหาดังกล่าวและในระหว่างที่ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน

Advertisement

ทางผู้ปกครองก็ไปร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพัทลุงศูนย์ดำรงธรรม ก็ได้มีหนังสือแจ้งมายังโรงเรียนว่าหลังจากพิจารณาตามหนังสือร้องเรียน ให้ทางโรงเรียนออกมาตรการควบคุมความประพฤติของเด็กให้เป็นระเบียบแบบ ซึ่งทางโรงเรียนก็ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง สรุปได้มีการทำบันทึกสัญญาข้อตกลง ระหว่างโรงเรียน กับนักเรียน และผู้ปกครอง ร่วมกัน 14 ข้อ

โดยมุ่งเน้นความเรียบร้อยเด็กนักเรียนจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน ทั้งเรื่องการมาโรงเรียนที่จะต้องไม่มาสาย ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อเพื่อนต่อครู ไม่ลักทรัพย์ หรือกรรโชกทรัพย์ของผู้อื่น ไม่หนีเรียน และอื่นอีกหลายข้อ

พร้อมกันนี้ใน 3 ข้อสุดท้าย ได้มีการบันทึกข้อตกลง ในส่วนของผู้ปกครอง ซึ่งมีเนื้อหาว่า ผู้ปกครองต้องให้ความสนใจและต้องแก้ปัญหาการขาดเรียนของเด็กนักเรียน หากมีเหตุจำเป็นต้องแจ้งให้ครูประจำสายชั้นทราบ ผู้ปกครอง มีความยินยอมให้ทางโรงเรียนและครู สามารถลงโทษนักเรียนที่ประพฤติผิดระเบียบ วินัย และไม่ประพฤติตนตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามความเหมาะสมและสมควร

นอกจากนั้นข้อสุดท้ายระบุ หากมีเหตุที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือมีเรื่องร้องเรียน ผู้ปกครองยินดีดำเนินการตามระเบียบของทางโรงเรียน โดยแจ้งให้ครูใหญ่รับทราบ เพื่อดำเนินการเอาเข้าที่ประชุมไปตามลำดับ และไม่แสดงพฤติกรรมที่ละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ ตามหลักประชาธิปไตย

ด.ต.โกศล ครูใหญ่ ยังกล่าวด้วยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฐานะที่เราเป็นตำรวจตระเวนชายแดนที่ได้มีภารกิจมาทำหน้าที่ครู ในส่วนลึกๆ ของเหล่าครู ตชด. สิ่งที่สำคัญที่สุด คือนักเรียนที่ต้องการให้เขามีศักยภาพเป็นไปตามแผนการพัฒนาและมีศักยภาพตามที่เขาพึงที่จะกระทำได้ มีความรัก ความห่วงใย ที่ต้องการให้เด็กโรงเรียน ตชด.ที่อยู่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดารได้มีสิ่งที่ทัดเทียมกับสังคมในโลกปัจจุบัน และเข้าใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ฉะนั้นอยากให้ผู้ปกครองและคุณครู ซึ่งในความคิดของตนคือสิ่งที่นักเรียนรัก ทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่คนที่ 1 หรือคุณครูที่เป็นพ่อแม่คนที่ 2 อยากให้มีความปรองดองและช่วยกันทำในสิ่งที่ดีๆ เพื่อเป้าหมายในสิ่งที่รัก คือนักเรียนได้มีความรู้สึกที่ว่า เขาได้มีสิ่งที่พึ่งทั้งสองอย่าง

โดยในส่วนของทางโรงเรียน เมื่อเกิดปัญหาก็พร้อมจะแก้ไขไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด ก็แล้วแต่ หากผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าถูกก็ว่าไปตามระเบียบ สิ่งสำคัญที่สุด คือต้องการให้มีการเคารพกติกา และคุยกันอย่างเข้าใจใช้เหตุและผลเป็นหลักและทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ในทิศทางที่ดี

หลังทราบข่าวการสั่งย้ายครูสาวคู่กรณี นางสุภาวดี ด้วงช่วย อายุ 28 ปี ผู้ปกครองเด็กเรียนชั้น ป.6 เผยว่า พอใจแล้วกับกรณีที่เกิดขึ้น ในความเป็นจริงก็ไม่ได้ต้องการเอาเรื่องราวให้ใหญ่โตและบานปลาย แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนั้น ครูที่กระทำก็ต้องมีการแสดงความรับผิดชอบ