คณาจารย์นิติศาสตร์ จับตาคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว ‘4 แกนนำราษฎร’ หวังได้รับความยุติธรรม มีเสรีภาพในชีวิต

23.12.21 | 22:36 น.

จากกรณีที่ศาลอาญานัดฟังคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว นายอานนท์ นำภา, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และนายภาณุพงศ์ จาดนอก ในวันพรุ่งนี้ (24 ธันวาคม) โดยนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่าขอใช้เงื่อนไขเดียวกับ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง ที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว แต่ต้องกักบริเวณอยู่ที่บ้านตลอด 24 ชม. ยกเว้นเหตุจำเป็น ติดกำไลอีเอ็ม และไม่ไปกระทำการใดๆ เป็นการเสื่อมเสียต่อสถาบัน รวมทั้งไม่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรหากไม่ได้รับอนุญาต และมารายงานตัวต่อศาลทุกครั้งตามที่กำหนดนัด


วันนี้ (23 ธันวาคม) ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง ได้เผยแพร่ แถลงการณ์คณาจารย์นิติศาสตร์ เรื่อง คืนความยุติธรรมให้กับแกนนำคณะราษฎร พร้อมลงชื่อ คณาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กฤษณ์พชร โสมณวัตร ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล นัทมน คงเจริญ ปารณ บุญช่วย สมชาย ปรีชาศิลปกุล รายละเอียดแถลงการณ์ดังนี้ การนัดฟังคำสั่งขอปล่อยตัวชั่วคราวนายอานนท์ นำภา, นายพริษฐ์ ชีวรารักษ์, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และนายภาณุพงษ์ จาดนอก ในวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2564 ที่กำลังจะมาถึง นับเป็นการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งที่ 7 หลังการถูกจองจำในเรือนจำมานานหลายเดือนของนักกิจกรรมทั้งสี่ โดยเงื่อนไขการขอปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งนี้ประกอบไปด้วย นักกิจกรรมทั้งสี่จะพำนักอยู่ในเคหสถานตลอดเวลา, จะไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สถาบัน และจะไม่เดินทางออกนอกราชอาณาจักร ในลักษณะเดียวกันกับการปล่อยตัวชั่วคราวของ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไป

ทั้งนี้ การตอบสนองคำขอปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งนี้นอกจากจะเป็นบทพิสูจน์ความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทย ก็ยังเป็นบทพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ของอำนาจตุลาการ เพราะเงื่อนไขในการขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งนี้มีความเข้มงวดเป็นอย่างมาก มิพักต้องกล่าวถึงในกรณีที่อาจมีคำสั่งไม่อนุญาต คำสั่งดังกล่าวย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในสังคมอย่างแน่นอน

ผู้พิพากษาทั้งหลายย่อมทราบความสำคัญของสิทธิในการประกันตัวต่อผู้ต้องหาและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างดี เพราะสาธารณชนได้พิพากษ์วิจารณ์ศาลในประเด็นนี้แล้วครั้งหลายคราว แถลงการณ์ครั้งนี้จึงตั้งข้อสงสัยต่อการรักษาความเป็นธรรมของผู้พิพากษา หากยังคงปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งนี้อีก

Advertisement

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตลอดสองปีที่ผ่านมา นักกิจกรรมทั้งสี่ท่านได้พิสูจน์ตนเองต่อสาธารณชนและศาลอยู่หลายครั้งแล้วว่าการกระทำของพวกเขาทั้งสี่นั้นเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อการปฏิรูปสถาบันอย่างสุจริต กล้าหาญ จริงใจ ด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศชาติและสังคมไทย ยิ่งไปกว่านั้น นักกิจกรรมทั้งสี่ล้วนแต่ยอมรับผลแห่งการกระทำดังกล่าวอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมิได้พยายามหลบหนี หรือแสดงให้เห็นความพยายามในการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานแต่อย่างใด

จริงอยู่ว่าที่ผ่านมานักกิจกรรมทั้งสี่ท่านยังคงแสดงออกในกิจกรรมทางการเมืองเพื่อเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องดังกล่าวหรือไม่ ผู้พิพากษาในฐานะที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนก็สมควรปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างถึงที่สุด และสมควรตระหนักได้แล้วจากพฤติการณ์ของนักกิจกรรมทั้งสี่ท่านว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสุจริตในฐานะพลเมืองไทย ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง มิใช่การกระทำของอาชญากรที่กระทำความผิดแล้วหลบหนีคดีแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมีความสำคัญอย่างยิ่ง มิใช่เฉพาะสำหรับการรักษาความสง่างามของระบบกฎหมายไทยในสายตาของอารยชนทั่วโลก และมิได้เพียงเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่เท่านั้น

แต่สิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นการอนุญาตให้ผู้ที่ยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่นั้นสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยที่สิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย อนามัย การเดินทาง ตลอดจนเกียรติยศและชื่อเสียงของประชาชนจะไม่ถูกละเมิด จะไม่ถูกลิดรอน จะไม่ถูกด้อยค่า ให้อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมของเรือนจำอย่างไม่ชอบธรรม

ผู้ถูกกล่าวหาสมควรมีสิทธิเสรีภาพที่จะดำเนินชีวิตอย่างเสรี รวมถึงมีสิทธิที่จะยืนยันในความคิดเห็นทางการเมืองของตนในฐานะที่ผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าการกระทำดังกล่าวมีความผิด

การต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำมิใช่เรื่องน่ารื่นรมย์ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าชีวิตเรือนจำย่อมถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การตื่นนอน อาหารที่รับประทาน การใช้แรงงาน กิจกรรมที่ทำ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ตลอดจนการสูญเสียโอกาสต่างๆ

และย่อมทราบด้วยว่าความเป็นอยู่ในเรือนจำนั้นยากที่จะรับประกันความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และอนามัยของผู้ถูกควบคุมตัว ดังที่เห็นได้จากอัตราการติดไวรัสโควิด-19 ที่กรมราชทัณฑ์ได้เปิดเผยว่าในระหว่างวันที่ 12 พฤษภาคม-15 กรกฎาคม พ.ศ.2564 มีผู้ต้องขังติดเชื้อเป็นจำนวนถึงร้อยละ 12 ของจำนวนผู้ต้องขังทั้งประเทศ

ถึงจะไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องที่นักกิจกรรมทั้งสี่ได้พยายามผลักดัน แต่อย่างน้อยการทำหน้าที่ในการรักษาความยุติธรรมตามหลักการทางกฎหมาย อันหมายถึงการทำหน้าที่ในการรักษา “ความยุติธรรมระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” ผ่านระบบกฎหมายก็เป็นสิ่งที่ควรจะต้องได้รับการตระหนักถึงมิใช่หรือ

ผู้พิพากษาต้องไม่ปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องเผชิญกับความอยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม เพียงเพราะพวกเขาเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันให้มีสถานะที่สอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตย