องค์กรสตรี ชี้ปม ‘เคนลี’ ฟ้องกลับพลเมืองดี เผยช่วยเหยื่อเป็นสิ่งที่ถูก แต่ต้องระวังเผยแพร่สาธารณะ

10.06.22 | 16:50 น.
แฟ้มภาพ
องค์กรสตรี ชี้ปม ‘เคนลี’ ฟ้องกลับพลเมืองดี เผยช่วยเหยื่อถูกกระทำความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูก แต่ต้องมีสติและระวังเผยแพร่สาธารณะ วอนสังคมเห็นใจฝ่ายหญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงอาจมีเงื่อนไขที่ต้องจำยอมกลับไปสู่วังวนความขัดแย้ง 

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ กรณีโลกโซเชียลเผยแพร่คลิปหนุ่มรายหนึ่งลากแฟนสาวไปทำร้ายร่างกาย กระทั่งพลเมืองดีเห็นตะโกนเรียก รปภ. มาช่วยพร้อมถ่ายคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ล่าสุดพลเมืองดีจะถูกชายที่ทำร้ายร่างกายผู้หญิงแจ้งความ โดยอ้างว่าละเมิดสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA

อ่านข่าวเพิ่มเติม : เดือด ‘เคนลี เทคมีเอ้าท์’ ลากแฟนทำร้าย พลเมืองดีช่วย โดนด่าหาว่าจุ้น ล่าสุดขอลบคลิป

อ่านข่าวเพิ่มเติม : ทนายโนบิช่วยพลเมืองดีถูกหาว่าจุ้น ช่วยแฟน ‘เคนลี เทคมีเอ้าท์’ โดนฝ่ายชายทำร้าย ทั้งคู่อาศัยชุลมุนหนีขึ้นห้อง

นายจะเด็จ กล่าวว่า โดยหลักการประชาชนที่พบเห็นเหตุการณ์การกระทำความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหรือความรุนแรงในครอบครัว เป็นเรื่องถูกต้องที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือเพื่อคลี่คลายปัญหา แต่การช่วยก็ต้องมีสติ อย่าเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุความขัดแย้งด้วยอารมณ์หรือใช้ความรุนแรง เพราะเสี่ยงจะโดนตอบโต้กลับ อาจจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือการเรียกรปภ.หรือคนรอบข้างเข้ามาช่วยระงับเหตุ

จะเด็จ เชาวน์วิไล

ขณะเดียวกันการถ่ายคลิปเหตุการณ์ไว้ สามารถทำได้ เพื่อเป็นหลักฐานให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ต้องพึงระวังการนำคลิปไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะจะเป็นการละเมิดสิทธิตามกฎหมาย PDPA รวมถึงพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ก็มีบทบัญญัติคดีความรุนแรงในครอบครัวที่ยังไม่สิ้นสุดไม่สามารถนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ สังคมส่วนใหญ่ยังมองเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องที่ยังต้องรณรงค์หากพบเห็นต้องให้ความช่วยเหลือ ไม่เช่นนั้นอาจจะบานปลายรุนแรงจนถึงขั้นบาดเจ็บ เสียชีวิตได้

Advertisement

นายจะเด็จ กล่าวด้วยว่า อีกแง่มุมที่มองว่าทำไมผู้หญิงที่ถูกกระทำยังเข้าข้างฝ่ายชายผู้กระทำผิดนั้น ไม่อยากให้สังคมมองแง่ลบกับผู้หญิงที่ถูกกระทำ เพราะเราอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลเชิงลึกก็ได้ มูลนิธิฯ พบปัญหาผู้หญิงที่ถูกกระทำเช่นนี้ค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะเอาตัวเองเข้าไปอยู่กับความขัดแย้ง อยูในภาวะจำยอม เนื่องจากมีเงื่อนไข เช่น การมีลูกด้วยกัน ไม่มีที่พึ่ง หรือมีปัญหาทางเศรษฐกิจ จึงต้องเข้าใจและอาจจะต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ส่วนปัญหาความรุงแรงในครอบครัว ที่อยากให้มีการแจ้งความ แม้จะมีการไกล่เกลี่ยยอมความ  แต่อย่างน้อยเป็นการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้กระทำว่าจะไม่ปฏิบัติตนด้วยการใช้ความรุนแรงต่อครอบครัวอีก หากกระทำอีกก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย