‘เคที’ เตรียมอุทธรณ์ ดูยอดหนี้ทีละรายการ ขอเวลาทำการบ้าน ไม่เกี่ยง กทม.จ่ายมาก-น้อย ย้ำต้องให้ความยุติธรรม ปชช.ด้วย
เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) เขตบางกะปิ ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการบริหารบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริษัท กรณีการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งศาลปกครองได้มีคำสั่งให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเคที ร่วมกันชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในส่วนต่อขยายที่ 1 จำนวน 2,348,659,232.74 บาท และส่วนต่อขยายที่ 2 จำนวน 9,406,418,719.36 บาท ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส กรณีจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ในเส้นทางส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2
อ่านข่าว : ด่วน! ศาลปกครองสั่ง กทม.-กรุงเทพธนาคมจ่าย 1.2 หมื่นล้าน จ้าง BTS เดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว
พรุ่งนี้ ‘ธงทอง’ นัดถกบอร์ด กรุงเทพธนาคม เคาะแนวทางสางปมค่าจ้าง ‘บีทีเอส’
‘ชัชชาติ’ รอฟังพรุ่งนี้ พิพากษาปม ‘สายสีเขียว’ ย้ำเงินไม่ใช่ประเด็น แต่ภาษี ปชช.ต้องคิดละเอียด
ศ.พิเศษ ธงทองกล่าวว่า สืบเนื่องจากคำพิพากษาศาลปกครองกลาง เนื่องจากการต่อสู้คดีมีมาก่อนกรรมการชุดนี้เข้ามา ซึ่งแม้ว่ากรรมการชุดนี้ได้พบว่ามีมิติทางกฎหมายบางประเด็นที่อยากจะเสนอให้ศาลได้พิจารณาใหม่ และได้นำเสนอไปแล้ว แต่เนื่องจากในกระบวนการพิจารณาคดีเป็นช่วงท้ายจึงยังไม่ได้โอกาสที่จะได้พูดคุยเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ทางคณะกรรมการเคทีเห็นพ้องกันที่จะอุทธรณ์คดีดังกล่าว ซึ่งมีระยะเวลาภายใน 30 วัน และหากจำเป็นต้องขอพิจารณาคดีใหม่ก็จะดำเนินการควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะมีการหารือกับทาง กทม.ในเร็วๆ นี้
ศ.พิเศษ ธงทองกล่าวต่อว่า สำหรับในเรื่องของจำนวนเงินที่ค้างชำระนั้น ยอมรับว่ามีหนี้สินที่ผูกพันระหว่าง กทม. บีทีเอส และเคที แต่จะผูกพันเป็นจำนวนเท่าไหร่จะขอนำคำพิพากษานี้ไปเป็นแนวทาง โดยยอดหนี้ที่เป็นตัวเลขที่พิจารณาแล้ว ไม่มีข้อกังวลสงสัย เป็นที่เข้าใจตรงกันทุกฝ่าย ก็จะดำเนินการชำระหนี้ต่อไป ซึ่งก็ต้องไปดูว่าจะต้องจ่ายอย่างไร วิธีการแบบใด ส่วนตัวเลขใดที่ยังมีข้อสงสัย ก็จำเป็นต้องนำมาพิจารณาให้รอบคอบ ซึ่งขณะนี้เคทีก็ได้ว่าจ้างที่ปรึกษามาทบทวนตัวเลข ค่าต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะนำมาหารือกับทาง กทม.และจะได้พูดคุยเจรจากับทางบีทีเอสต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้หารือกับทางผู้บริหารบีทีเอสไปแล้ว 1 ครั้ง ทั้งนี้ การดำเนินการต่างๆ ของเคที ก็เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของ กทม.และประชาชน โดยต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และเป็นธรรม
ทั้งนี้ ศ.พิเศษ ธงทองเปิดเผยด้วยว่า หลังศาสปกครองกลางมีคำพิพากษา ยังไม่ได้ติดต่อพูดคุยกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. เพียงแต่พบกันในงานเปิดตัวนโยบายไม่เทรวม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมีความคิดเห็นตรงกันว่า “แพ้แน่” และถ้าจำเป็นก็ต้องอุทธรณ์ ส่วนกรณีที่บีทีเอสระบุว่า อาจแบกภาระหนี้ไม่ไหว
ศ.พิเศษ ธงทองกล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำคือความรอบคอบและเป็นธรรม นอกจากจะคำนึงถึงผลประโยชน์และกำไร จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนด้วย
“หากวันนี้เราจ่ายทั้งหมด แล้ววันหนึ่งพิสูจน์ได้ว่าเราไม่ต้องจ่ายหนี้ทั้งหมด ก็อาจรักษาประโยชน์ของรัฐได้ไม่เต็มที่ และอาจถูกดำเนินคดีเช่นกัน” ศ.พิเศษ ธงทองระบุ
เมื่อถามว่า มีหลายคนกังวลว่ายิ่งเวลาผ่านไป ดอกเบี้ยของหนี้จะยิ่งเพิ่มขึ้น กทม.กับเคทีจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร?
ศ.พิเศษ ธงทองกล่าวว่า หากรายการใดสิ้นข้อสงสัยแล้ว จะมีการชำระหนี้ เพื่อลดปัญหาเรื่องดอกเบี้ย แต่ประเด็นใดที่ยังมีข้อสงสัยก็ไม่มีคุณ หากเคทีจ่ายเงินส่วนนั้นไปก่อน โดยโอกาสที่ไม่ต้องจ่ายมีอยู่ ดังนั้น อย่าไปดูตัวเลขทั้งจำนวน ต้องดูทีละรายการ ตอนนี้ที่ทำอยู่คือความรอบคอบและความเป็นธรรม เข้าใจว่าบีทีเอสเป็นบริษัทเอกชนเมื่อทำธุรกิจก็ต้องหวังผลกำไร แต่อย่าลืมว่าหน้าที่หลักของเราคือการดูแลประชาชนให้มีความสะดวกในการเดินทาง จึงต้องให้ความเป็นธรรม และความยุติธรรมกับประชาชนด้วย
เมื่อถามว่า กรณีที่ กทม.มอบหมายงานจ้างเดินรถไฟฟ้าในส่วนต่อขยายที่ 2 ไม่มีสัญญาว่าจ้างเคที เหมือนส่วนต่อขยายที่ 1 รวมถึงไม่ผ่านสภา กทม.ด้วย ทางเคทีเป็นกังวลหรือไม่ว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอง?
ศ.พิเศษ ธงทองกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นกังวล เพราะมั่นใจในการทำงานของผู้บริหาร ที่เป็นฝ่ายพิจารณาเรื่องนี้ และมีการทำงานร่วมกันมาตลอด เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องรับผิดชอบจ่ายร่วมกันจนหมด ไม่เกี่ยงว่า กทม.หรือเคที ต้องเป็นฝ่ายจ่ายมาก หรือจ่ายน้อย เพียงใด
เมื่อถามว่า ในคำพิพากษาระบุถึงการที่ กทม.และเคทีนำประเด็นคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2565 เรื่อง การดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมาใช้ในการต่อสู้ว่า เพราะต้องรอกระบวนการตามคำสั่งดังกล่าวจึงไม่สามารถดำเนินการจ่ายหนี้ได้นั้น ในการอุทธรณ์ครั้งนี้จะนำเหตุผลนี้มาใช้ด้วยหรือไม่?
ศ.พิเศษ ธงทองกล่าวว่า ประเด็นที่จะต้องว่ากันในการอุทธรณ์ คงต้องนำประเด็นที่ว่ากันในศาลปกครองกลางมาใช้ด้วย เพียงแต่ว่า เส้นทางขอพิจารณาคดีใหม่ อาจจะต้องใช้ข้อมูลและข้อกฎหมายอื่นในการต่อสู้คดี ยังมีอีกประตูให้ใช้ ขอเวลาทำการบ้านก่อน

