สภา กทม.รับหนังสือขอสภา กทม.ไม่รับโอนหนี้ BTS
เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีนางสาวรสนา โตสิตระกูลรจนา อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภากรุงเทพมหานคร ขอให้สภากรุงเทพมหานครมีมติไม่เห็นชอบรับโอนทรัพย์สินและหนี้สินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่สอง มาเป็นหนี้ของ กทม. ว่า ประเด็นสำคัญของการยื่นหนังสือของนางสาวรสนาฯ มีความสอดคล้องกับแนวทางของสภากรุงเทพมหานครชุดปัจจุบัน ซึ่งตนเคยให้ความเห็นเรื่องการบริหารจัดการรถไฟฟ้า และปัญหาหนี้สินต่างๆ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในอำนาจที่สภากรุงเทพมหานครจะต้องพิจารณา เนื่องจากสภา กทม.ชุดเก่าได้มีมติเห็นชอบให้อำนาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณากำหนดอัตราค่าโดยสารไปแล้ว รวมทั้งมีมติให้กรุงเทพมหานครเลือกดำเนินการ 3 แนวทาง คือ 1.ให้ใช้ พ.ร.บ.ร่วมทุน 2.ให้ดำเนินการในลักษณะสัมปทาน และ 3.ให้ส่งคืนโครงการแก่รัฐบาล (อ่านข่าว รสนา บุกสภา กทม. ชี้ ส.ก. ลงมติรับหนี้รถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ผิด ม.157 เห็นด้วยชัชชาติยกทั้งเส้นคืนรัฐบาล)
ด้านนางสาวรสนากล่าวว่า การยื่นหนังสือในวันนี้เพื่อขอให้สภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต มีมติไม่รับโอนทรัพย์สินและหนี้สินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่สอง แบริ่งถึงสมุทรปราการ และหมอชิตถึงคูคต ซึ่งทั้งสองส่วนนี้อยู่นอกพื้นที่ กทม. การที่รัฐบาลสั่งโอนส่วนต่อขยายที่สอง มาให้ กทม.โดยไม่มีงบประมาณสนับสนุน ทั้งที่ก่อนการก่อสร้างส่วนต่อขยายที่สอง มีการประเมิณไว้ชัดเจนว่าส่วนต่อขยายดังกล่าวขาดทุนในเชิงธุรกิจ แต่เป็นผลดีในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากประชาชนจากต่างจังหวัดสามารถเดินทางมาเข้ามาในกรุงเทพฯได้สะดวกขึ้น ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณ แต่กลายเป็นการยกทรัพย์สินและหนี้สินทั้งในส่วนค่าก่อสร้างและการเดินรถมาให้ กทม. โดยที่ผ่านมาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้มอบให้บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด (KT) ไปทำสัญญากับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (BTS) โดยไม่ใช่ตัวแทนของ กทม. ดังนั้น การที่ KT ไปทำสัญญากับ BTS เป็นสิ่งที่สภา กทม.ในอดีตยังไม่มีการเห็นชอบ แต่มีการทำสัญญาเดินรถไปก่อน จึงเกิดภาระผูกพันขึ้นมา
สำหรับหนังสือร้องเรียนของนางสาวรสนา ได้ระบุว่า หากที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบการรับหนี้ดังกล่าว ซึ่งยังไม่ใช่หนี้ของกทม. และยังเป็นเส้นทางคาบเกี่ยว จ.สมุทรปราการ และ จ.ปทุมธานี ส.ก. ทั้ง 50 เขตจะมีความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะภาระหนี้ไม่ควรเป็นของ กทม. ในฐานะที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีหน้าที่ดูและเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ เท่านั้น ดังนั้นการรับโอนหนี้มาเป็นหนี้ของ กทม.จะไม่เกิดประโยชน์ เพราะเป็นกลอุบายเพื่อต่อสัญญาสัมปทานสายสีเขียวส่วนหลักไปอีก 30 ปี ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลายเป็นภาระของคน กทม. ที่จะต้องจ่ายค่ารถโดยสารแพงไปอีก 30 ปี แทนที่จะจ่ายในราคาถูกลงเพราะ เมื่อถึงปี 2572 สัญญาเดินรถจะสิ้นสุดสัมปทาน และจะกลับคืนเป็นของ กทม. จึงไม่มีต้นทุนค่าโครงสร้าง ระบบรางเหลือเพียงค่าจ้างเดินรถและค่าบำรุงรักษาเท่านั้น
โดยเรื่องดังกล่าวต้องแก้ไข แต่ไม่ใช่ดึงเข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของ กทม. โดยตนมองว่าเป็นกลอุบายในการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก เนื่องจาก กทม.ไม่มีความสามารถในการรับผิดชอบค่าเดินรถ และค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่สองอย่างแน่นอน และเมื่อไม่มีความสามารถในการชำระหนี้จึงจำเป็นต้องขยายสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าส่วนหลัก ซึ่งกำลังจะหมดสัญญาในปี 2572 ออกไปอีก 30 ปี เพื่อแลกกับการจ่ายหนี้ ตรงนี้จะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ เพราะเมื่อครบสัญญาในปี 2572 รถไฟฟ้าส่วนหลักจากหมอชิตถึงอ่อนนุช จะต้องเป็นของ กทม. แต่หากมีการขยายสัมปทานต่ออีก 30 ปี เพื่อแลกกับหนี้ที่ถูกโยนมาจากส่วนต่อขยายที่สอง ตนมองว่าประชาชนต้องจ่ายค่าโดยสารแพงไปอีก 30 ปี จึงอยากให้สภา กทม.มีมติไม่รับโอนหนี้ดังกล่าว

