นายกฯเครือข่ายยุติธรรมประมง โต้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ปมทุจริตน้ำมันเขียว ชี้กม.สับสน คนปฏิบัติลักลั่น

16.09.22 | 11:36 น.

นายกฯเครือข่ายยุติธรรมประมงไทย โต้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ปมทุจริตน้ำมันเขียว ชี้กฎหมายลักลั่น เร่งรวมหลักฐานพิสูจน์


เมื่อวันที่ 16 กันยายน จากกรณี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผบ.ตร.ฐานะประธานคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ควบคุมเฝ้าระวังการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งการให้ตำรวจน้ำ ร่วมกับ กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร กรมประมง กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบเติมน้ำมันเขียวโดยผิดกฎหมายทั้งหมด เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา (อ่านข่าว ‘บิ๊กโจ๊ก’ ผู้ช่วย ผบ.ตร.เดินหน้าเอาผิดเครือข่ายขบวนการทุจริตน้ำมันเขียว)

นายนิธิวัฒน์ ธีระนันทกุล นายกสมาคมเครือข่ายยุติธรรมประมงไทย ให้สัมภาษณ์กับ ‘มติชน’ ว่า เจตจำนงหลักตามข่าวที่พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ชี้แจง พูดชัดเจนว่าพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ต้องการที่จะล้มโครงการน้ำมันเขียว เป้าประสงค์คือต้องการให้อียูเข้าใจว่าประเทศไทยไม่ได้สนับสนุนน้ำมันเขียวให้กับเรือประมงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการมองในทัศนคติที่แคบ เพราะเรือประมงทุกลำที่ใช้น้ำมันเขียว ไม่ใช่เป็นเรือผิดกฎหมายทุกลำ
และเรือประมงพื้นบ้านที่ลิสต์รายชื่อมาให้เรา ในขณะนี้บริษัทน้ำมันได้ตรวจสอบ และบางลำมีรหัสน้ำมันเขียวที่สมบูรณ์ถูกต้องทั้งหมด ซึ่งเรือบางลำไม่ใช่เรือประมงพื้นบ้านด้วยที่ส่งเข้ามา

“ตอนนี้ทุกคนกำลังทำงานขะมักเขม้นรวบรวมเอกสาร เพื่อนำมาพิสูจน์ให้ทางพนักงานสอบสวนได้เห็นว่าพวกเขาไม่มีความผิด และที่สำคัญคือบริษัทน้ำมันเหล่านี้ ก็ลงน้ำมันให้กับเรือที่มีรหัสน้ำมันเขียว เพราะฉะนั้นมันเป็นความลักลั่นของข้อกฎหมาย เป็นความลักลั่นของการปฏิบัติ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่พูดจากันได้ หารือกันได้ทุกฝ่าย ทั้งกรมศุลกากร ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.) เรือสถานีบริการน้ำมัน (Tanker) และบริษัทผู้ให้บริการ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำมัน สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยผู้ออกรหัสน้ำมันเขียว คณะคนต่างๆเหล่านี้ ทางออกคือต้องมานั่งคุยกันว่าใครผิดใครถูก และแก้ไขประกาศให้ถูกต้อง ปัญหานี้ก็จะจบ จะไม่มีปัญหาที่จะต้องมากล่าวหากันว่าน้ำมันดิบน้ำมันผิดกฎหมาย เรือเถื่อน เรือผิดกฎหมาย ก็จะไม่มี ธงที่ปักไว้ทำให้เกิดคนที่กระทำความผิด แล้วนำไปสู่การตอบสนองต่ออียูที่ต้องการให้เห็นว่ามีการกระทำความผิดในประเทศไทย“ นายนิธิวัฒน์กล่าว

Advertisement

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ขณะนี้มีข้อกล่าวหาที่ชัดเจนอย่างไร นายนิธิวัฒน์ กล่าวว่า คำกล่าวหาเวลานี้ชัดเจนว่าคำกล่าวหาคือการไม่ได้ทำตามประกาศกรมศุลกากร เลขที่ 68/2561 ซึ่งในประกาศเรือประมงพื้นบ้านไม่ได้เป็นไปตามนิยามของคำว่าเรือประมงในประกาศกรมศุลกากรเลขที่ 68/2561 หรือเรียกง่ายๆว่าประมงพื้นบ้านเป็นประมงที่ไม่มีอาชญาบัตร

“เรื่องนี้เป็นข้อสับสนของกฎหมายเพราะประมงพื้นบ้านไม่มีอาชญาบัตรมาก่อนอยู่แล้วตั้งแต่อดีต จนกระทั่งมาถึงปี 2558 อาชญาบัตรยกเลิกทั้งหมด เปลี่ยนเป็นใบอนุญาตประมง เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน เราออกได้เฉพาะใบอนุญาตประมงพาณิชย์ ไม่มีเคยมีการออกใบอนุญาตประมงพื้นบ้าน ซึ่งกรมประมงในสมัยอธิบดีคนปัจจุบันกำลังพิจารณาเพื่อออกใบอนุญาตเรือประมงพื้นบ้าน ซึ่งถ้าออกมาได้ก็นำไปใช้แทนอาชญาบัตร แต่ก็เป็นปัญหาเหมือนกันเพราะคำว่าอาชญาบัตร กับคำว่าใบอนุญาตประมง มีสิทธิในความหมายที่แตกต่างกัน ตรงนี้ผมว่าเป็นเรื่องของกฎหมายเฉพาะ ซึ่งตำรวจอาจไม่เข้าใจเหมือนกัน “ นายนิธิวัฒน์ กล่าว

นายนิธิวัฒน์ กล่าวต่อว่า อาชญาบัตร สิทธิประมงเป็นของชาวประมง แต่ใบอนุญาตทำการประมง สิทธิประมงเป็นของรัฐบาล เพราะสมมติว่าถ้าอาชญาบัตรขาดอายุไป 5 ปี ชาวประมงสามารถไปต่ออายุได้เลย 5 ปี จ่ายเงินย้อนหลังไป 5 ปี อาชญาบัตรก็เป็นของชาวประมงเหมือนเดิม แต่ถ้าเป็นใบอนุญาตประมง สมมติว่าชาวประมงคนนั้นไม่ได้ไปต่อใบอนุญาตประมง คือไม่ได้แจ้งขอใบอนุญาตประมงในปีต่อๆกัน จะเกิดปัญหาว่าใบอนุญาตประมงที่ขาดช่วงไปนั้น เมื่อไม่มีก็จะไม่สามารถมีใบอนุญาตประมงใหม่ได้ สิทธิต่างกัน อาชญาบัตรมีสิทธิได้ตลอด ต่อย้อนหลังได้แต่ใบอนุญาตประมงต่อย้อนหลังไม่ได้ ใครที่ไม่มีในรอบที่แล้วจะมาขอรอบใหม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ

“จากประกาศกรมศุลกากรระบุว่าเรือประมงที่สามารถลงน้ำมันที่เสียภาษีในอัตราศูนย์ได้ จะต้องเป็นเรือที่มีอาชญาบัตร นั้นเท่ากับว่าเรือทุกลำไม่มีอาชญาบัตรเพราะไม่ใช้กันแล้ว ตรงนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ถ้าเกิดทางราชการตีความว่าเรือพื้นบ้านคือเรือที่ไม่มีอาชญาบัตร ซึ่งถือว่าเรือพาณิชย์ก็ไม่มีอาชญาบัตรเหมือนกัน เป็นข้อเท็จจริงอยู่” นายนิธิวัฒน์ กล่าว

แฟ้มภาพ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าประเด็นข้อกล่าวหาที่มีการลักลอบเติมน้ำมันเขียวมีข้อเท็จจริงอย่างไร นายนิธิวัฒน์กล่าวว่า นั้นเป็นประเด็นที่ 2 คือมีการค้าน้ำมันเถื่อน มีการนำน้ำมันเหล่านี้ไปขายให้เรือประมงที่ไม่มีรหัสน้ำมันเขียว เท่ากับว่าน้ำมันที่ขายให้กับเรือประมงเหล่านั้น เป็นการนำน้ำมันที่ใช้สำหรับส่งออก กลับเข้ามาใช้ในประเทศ แต่ความจริงแล้วน้ำมันนี้นำมาเติมรถยนต์ไม่ได้ ก็อยู่ในเรือประมง แต่ถือว่าเรือประมงเหล่านั้นไม่ได้รับการตรวจสอบหรือไม่ได้รับโควต้าน้ำมัน ซึ่งตรงนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของแต่ละบริษัท

“ผมเชื่อว่าบริษัทเหล่านี้ไม่กล้าทำ เพราะเขาจะต้องลงน้ำมันตามที่กรมศุลกากร ยื่นรายชื่อให้เขาทุกคน และขณะนี้เขากำลังรวบรวม อีเมลที่ศุลกากรส่งให้กับพวกเขาว่าแต่ละเดือน มีรหัสของเรือลำไหนบ้างที่จะลงน้ำมันได้ ในขณะเดียวกันเมื่อเขารู้แล้วก็ยื่นรายงานการตรวจสอบย้อนกลับไปที่ศุลกากรเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นกรณีอย่างนี้เป็นกรณีที่พูดกล่าวหาโดยที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน และหลักฐานที่ตำรวจนำมากล่าวหาเราเท่าที่ผมเห็น 24 ราย ในขณะนี้ทุกลำที่มาลงน้ำมันมีรหัสน้ำมันเขียวจากสมาคมประมงแห่งประเทศไทยทุกลำ ยังไม่มีลำไหนที่ไม่มีรหัส“ นายนิธิวัฒน์กล่าว

นายนิธิวัฒน์ กล่าวว่า ถ้าไปดูอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่มีงานวิจัยของ TDRI เมื่อก่อนคือโครงการน้ำมันเพื่อช่วยเหลือชาวประมง ไม่ใช่น้ำมันเสียภาษีในอัตราศูนย์ คือน้ำมันสำหรับชาวประมงที่ได้รับการยกเว้นภาษี ตลอดมาจนกระทั่งที่พล.ต.ท.สุรเชษฐ์บอกว่าปี 2559 ได้เปลี่ยนนิยามใหม่มาเป็นน้ำมันที่ได้รับการเสียภาษีในอัตราศูนย์ จำหน่ายในเขตต่อเนื่อง ซึ่งมีประกาศจากกรมศุลกากรใหม่ออกมาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2565 เรื่องภาษีในการยกเว้นในอัตราศูนย์สำหรับน้ำมันดีเซลที่จำหน่ายในเขตทะเลต่อเนื่อง

“เรื่องนี้เป็นประกาศที่ทำให้เกิดโครงการน้ำมันเขียวขึ้นมา และในเรื่องระบบแสดงตัวตนอัตโนมัติสำหรับการเดินเรือ (AIS) ก็มีการต่อสู้ในศาลปกครอง ซึ่งได้มีการตัดสินมาแล้วว่าเรือประมงไม่จำเป็นต้องติดตั้ง AIS จากนั้นจึงหันมาดำเนินการเพื่อตรวจสอบน้ำมันเขียว โดยการกล่าวหาจับกุมก่อนแล้วให้เกิดการตรวจสอบ คำถามคือเรื่องนี้เป็นการบริหารจัดการที่ถูกต้องหรือไม่ในการแก้ปัญหาและวุ่นวาย ผมว่ามันเสียหายถ้าใช้นิติศาสตร์เป็นตัวตั้ง” นายนิธิวัฒน์กล่าว

นายนิธิวัฒน์ กล่าวต่อว่า โครงการน้ำมันสำหรับเรือประมง คือโครงการที่นำน้ำมันที่ไม่สามารถใช้ในประเทศได้ อัตราซัลเฟอร์ถึง 7000 ppm (0.7%s) ซึ่งนำมาใช้กับรถยนต์ไม่ได้ ยังไม่มีการยอมรับ และเครื่องยนต์อาจเสียหายได้ เพราะเครื่องยนต์รุ่นใหม่เป็นหัวฉีด น้ำมันพวกนี้จะมีเนื้อหยาบอยู่และมีซัลเฟอร์สูง ทำให้เกิดมลภาวะ ฝุ่นควันมากขึ้น ซึ่งมีนโยบายของรัฐบาลที่นำน้ำมันเกรดต่ำเหล่านี้ในโรงกลั่น ซึ่งตอนนี้มีโรงกลั่นอยู่โรงเดียวคือ IRPC น้ำมันเหล่านี้ จะขายส่งออกในราคาน้ำมันม๊อปสิงคโปร์ บางครั้งต่ำกว่าน้ำมันม๊อปสิงคโปร์ด้วยเพราะผลิตออกมาเยอะ

“เมื่อเป็นอย่างนั้นรัฐบาลเองก็มองว่าจำเป็นที่จะนำน้ำมามันเหล่านี้มาทำให้เกิดประโยชน์ได้ ก็มองเห็นเรือประมงที่ต้องใช้น้ำมันที่เสียภาษีในอัตราศูนย์ ซึ่งเครื่องยนต์ของเรือสามารถใช้น้ำมันเหล่านี้ได้ ก็เอามาขายให้ชาวประมงในราคาที่สูงกว่าน้ำมันม๊อปสิงคโปร์ ซึ่ง IRPC ได้กำไร เพราะฉะนั้นกำไรเหล่านั้นก็จะกลับไปเป็นภาษีของรัฐ “ นายนิธิวัฒน์กล่าว

นายนิธิวัฒน์ กล่าวว่า ในขณะเดียวกันเมื่อน้ำมันเขียวเข้าไปป้อนสู่ระบบอย่างถูกต้อง กระบวนการค้าน้ำมันเถื่อนในทะเลที่นำน้ำมันจากเมืองนอกเข้ามาก็จะหายไป เพราะไม่มีใครไปใช้ หันมาใช้น้ำเขียวดีกว่า ปลอดภัยไม่มีปัญหา และถูกกฎหมาย มีหลักฐานการยืนยัน ไม่ว่าจะมีรหัสน้ำมันเขียวที่ออกมา โดยสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบในการรายงานต่อกรมศุลกากรในแต่ละเดือน ในการรายงานต่อศูนย์ป้องกันและปราบปรามการค้าน้ำมัน ก็ทำตามกฎระเบียบปฏิบัติที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นโครงการน้ำมันเขียวไม่ใช่สิ่งที่ทำให้รัฐศูนย์เสีย 4,000 ล้านบาท