‘ชัชชาติ’ ชม ‘ชุมชนศรีเวียง’ น่าอยู่ ชวนทำสัญญาใจ ‘เมืองคือบ้านเรา’ – ไม่ใช่แค่ไล่หาบเร่ ต้องหาทางให้เขา

12.11.22 | 18:21 น.

‘ชัชชาติ’ ชวนทำสัญญาใจ ‘เมืองคือบ้านเรา’ ชม ‘ชุมชนศรีเวียง’ น่าอยู่ดูแลกันได้ – ไม่ใช่แค่ไล่หาบเร่ ต้องหาทางให้เขา

เมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ชุมชนศรีเวียง เขตบางรัก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ลงพื้นที่กิจกรรม ‘ผู้ว่าฯกทม.สัญจร เขตบางรัก’ ภายหลังจากการตรวจตราจุดก่อสร้าง โครงการดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค แยกศาลาแดง (อ่านข่าว : ‘ชัชชาติ’ ไม่อยากใช้ กม.กับ ‘ไซต์ก่อสร้าง’ ขอแค่ไว้ใจได้ ‘จะรับผิดชอบเมือง’ ร่วมลด PM 2.5)

‘ชัชชาติ’ กัดซาโมซ่าแกล้มชาร้อน มอบเกียรติบัตร แทน ‘อัศวิน’ ให้ ปธ.ชุมชนฯ ‘วัดม่วงแคมัสยิดฯ’

ชัชชาติ ลั่น ไม่เน้นผักชี เมินเคลียร์หาบเร่โชว์ผู้นำเอเปค ย้ำจัดระเบียบแผงเพื่อคนกทม.

ชัชชาติ สัญจรเขตบางรัก เผยเก็บภาษีโรงเรือนได้น้อยลง ห่วงสีลมไฟไหม้ กำชับซ้อมดับเพลิง

ชัชชาติ จัดเต็ม เป็ด ไก่ เย็นตาโฟ เต็มโต๊ะโซ้ยร่วมพนักงานดีเด่นเขตบางรัก

Advertisement

นายชัชชาติเดินทางไปลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมชุมชนศรีเวียง โดยระหว่างลงพื้นที่ชุมชนศรีเวียง นายชัชชาติกล่าวกับคณะให้เดินด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากบ้านในบริเวณชุมชนนี้ ส่วนใหญ่มักเป็นบ้านไม้สมัยโบราณ

“นี่เป็นบ้านไม้ด้วย ต้องระวังหน่อยนะ” นายชัชชาติกล่าว

เมื่อนายชัชชาติเดินเท้าต่อมา พบประปาหัวแดงบริเวณชุมชน ซึ่งมีการคล้องโซ่ล็อกไว้แน่นหนา นายชัชชาติจึงถามถึงใครเป็นผู้เก็บกุญแจ หรือสามารถเปิดใช้ในกรณีฉุกเฉินได้หรือไม่ ซึ่งทีมงานของประธานชุมชนชี้แจงว่า สามารถเปิดได้

“แต่ที่ล็อกไว้คือ กันขโมย หรือกันชิ้นส่วนหาย” ทีมงานชุมชนระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการลงพื้นที่ชุมชนศรีเวียง นายชัชชาติได้กล่าวทักทายชาวบ้าน พร้อมสอบถามถึงปัญหาตลอดการเดินเท้า โดยมีประชาชนรายหนึ่งแจ้งกับนายชัชชาติว่า มีน้ำท่วมบริเวณหลังบ้าน

ทั้งนี้ นายชัชชาติรับเรื่องไว้ พร้อมกล่าวกับทีมงานให้ช่วยดูเรื่องการลอกท่อ

ในช่วงหนึ่งของการลงพื้นที่ นายชัชชาติพบบ้านหลังหนึ่งที่มีผู้ป่วยติดเตียงอาศัยอยู่ จึงสอบถามผู้ดูแลที่อยู่ในบ้านว่ามีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลหรือไม่

“มีใครเข้ามาดูแลไหม ขาดเหลืออะไรไหม” นายชัชชาติกล่าว
โดยชาวบ้านตอบกลับว่า “มีคนดูแล คนในชุมชนช่วยเหลือกันดี”

ท่ามกลางชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างมาขอถ่ายรูปนายชัชชาติไม่ขาดสาย นายชัชชาติยังกล่าวชมชุมชนชุมชนศรีเวียงด้วยว่า “ชุมชนน่าอยู่ดีนะ ตึกบ้านเก่าแก่ สวยดี”

ต่อมานายชัชชาติเดินลงพื้นที่บริเวณถนนเจริญกรุง ฝั่งตรงข้ามห้างสรรพสินค้าโรบินสัน บางรัก โดยระหว่างเดินเท้าลงพื้นที่ นายชัชชาติได้แวะทักทายประชาชนที่ค้าขายรอบบริเวณ อาทิ ร้านโจ๊กปริ้น (ร้านโจ๊กชื่อดังบริเวณนั้น) ขนมถ้วยแสงเจริญ และร้านน้ำขม-ในตำนาน บางรัก (ร้านเก่าแก่ตั้งแต่ พ.ศ.2479) เป็นต้น ระหว่างเดินลงพื้นที่ มีประชาชนร้องเรียนถึงสายไฟที่ห้อยพันกัน โดยกลัวว่าจะเกิดการลัดวงจร จนเป็นอันตรายได้ ซึ่งนายชัชชาติจึงเดินไปตรวจสอบ พร้อมรับเรื่องไว้

ในช่วงท้าย ก่อนที่นายชัชชาติจะขึ้นรถไปยังพื้นที่ต่อไป นายชัชชาติกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า แต่ละเขตมีปัญหาที่แตกต่างกัน หลักๆ ก็ดูเรื่องความปลอดภัยจากอัคคีภัย

นายชัชชาติยังกล่าวถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เส้นเลือดฝอย หรือตามตรอก ซอก ซอยด้วยว่า

“เส้นเลือดฝอยแต่ละจุด แต่ละเขต ลักษณะไม่เหมือนกัน การแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยแต่ละจุดก็จะไม่เหมือนกัน ยืนยันว่าเส้นเลือดฝอยเป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาของชาวบ้านไม่ใช่เรื่องอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ แต่คือ ท่อไม่ได้ลอก สายไฟพันรกรุงรัง ศูนย์เด็กใกล้บ้านไม่มี ยืนยันว่าแนวคิดที่มาปรับปรุงเส้นเลือดฝอย ทำโรงเรียนใกล้บ้านให้ดี ทำทางเดินเท้าให้สะดวก นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์ชาวบ้าน

โครงการใหญ่ก็เดินต่อไป แต่ก็ต้องอย่าลืมโครงการเล็ก เช่น ทางเดิน ลอกท่อ ศูนย์เด็กเล็กดี เป็นต้น ทั้งหมดคือสิ่งที่อยู่กับชุมชน หน้าที่ กทม.คือดูแลชุมชนให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถยืนด้วยตัวเองได้ เราไม่สามารถมาดูแลเขาทุกวันได้ ถ้าเราทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เป็นทุนของสังคม เชื่อว่าเมืองจะเข้มแข็งขึ้น” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ในส่วนของหาบเร่แผงลอย ต้องเอาความสะอาดเรียบร้อยเป็นอันดับ 1 ก่อน แต่เราก็ต้องเข้าใจชีวิตเขาก่อน

“เขาอาจจะขายมา 20 ปีแล้ว จะให้เขาเลิกวันนี้พรุ่งนี้ก็จะมีปัญหาตามมา เราต้องพยายามหาทางออกให้ ไม่ใช่แค่การไล่อย่างเดียว ผมคิดว่า ‘เมือง’ คือการเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ทางเดินต้องมาเป็นอันดับหนึ่งก่อน ถ้าจะตั้งถึงขนาดเดินไม่ได้ อันนี้ก็รับไม่ได้เช่นกัน จึงคิดว่าต้องมีทั้งให้และรับ เข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเราก็ต้องค่อยๆ สร้างจิตสำนักกันไป บางทีกฎหมายอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้เช่นกัน แต่ถ้าสร้างจิตสำนึกให้มีส่วนร่วมกับสังคม ทำให้บ้านเมืองเข้มแข็ง ถ้าปลูกส่วนนี้ได้ผมคิดว่าบ้านเมืองจะต้องดีขึ้นตามมา

ฉะนั้น การสร้างจิตสำนึกสามารถเริ่มจากการทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชน ให้รู้สึกว่าคือบ้าน ที่เราไม่อยากทำเลอะ” นายชัชชาติกล่าว และว่า

ท้ายสุด การลงพื้นที่แต่ละครั้ง อยากสื่อสารถึงประชาชนว่า เมืองคือคน ถ้าไม่มีคน เมืองก็ไม่มีความหมาย หน้าที่ กทม.คือเข้าใจคนและแก้ปัญหา ดังนั้น ต้องมีทั้งให้และรับ เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน หรือการช่วยกันดูแลพื้นที่สาธารณะ ซึ่งคิดว่ามันเป็นสัญญาใจต่อกัน ระหว่างเมืองกับคน