อดีตอธิบดีกรมสุขภาพจิต มองปม คู่แซ่บร้านซักผ้า ไม่ฟันธงเหตุปัจจัย ชี้ ถ้าคุมตัวเองไม่ได้ อาจต้องการความช่วยเหลือ
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม สืบเนื่องกรณีหญิงชายคู่หนึ่งมีเพศสัมพันธ์ที่ร้านซักผ้าย่านหนองจอก กรุงเทพฯ โดยเจ้าของร้านและผู้เห็นเหตุการณ์เชื่อว่ามีความตั้งใจโชว์ให้นักศึกษาที่อยู่ภายในร้านด้วยนั้น
- ตร.เร่งตามตัว หนุ่มสาวจอดป้ายแดง โชว์บทรักกลางร้านซักผ้า มีโทษปรับ 5 พัน
- เปิดใจ ‘หนุ่มสาว’ โขกสนั่นคาร้านซักผ้า รับทำจริง เห็นที่จอดกว้าง-เหลี่ยมดี
- อัยการชี้ คดีจ้ำจี้ในร้านซักผ้า ตร.มีหน้าที่รับแจ้งความ เป็นอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้
- เสี่ยร้านซักผ้า ชี้คู่สยิวตั้งใจแซ่บโชว์ น.ศ. รอบ 2 ซัดมาราธอนกว่า 3 ชั่วโมง
‘มติชน’ สอบถามไปยังแพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อดีตอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ในทางการแพทย์ คาดว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นรสนิยมทางเพศส่วนบุคคล หรือเข้าข่ายความผิดปกติทางจิตใจ ? แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวว่า ไม่สามารถตอบลงลึกได้ เพราะมีความเป็นไปได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามโดยหลักการต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจของบุคคลดังกล่าว แต่หากยึดตามมาตรฐานสังคม ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร
เมื่อถามว่า หากมีความชื่นชอบการประกอบกิจทางเพศในลักษณะดังกล่าว จะมีวิธีการควบคุมอารมณ์หรือพฤติกรรมของตนไม่ให้ละเมิดบรรทัดฐานสังคมจนเข้าข่ายอนาจารอย่างไรได้บ้าง ? แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ใช่แค่ผิดแค่ภาพรวมทางสังคม แต่อาจโดนประเด็นเรื่องอนาจารด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ย่อมมีผลกระทบมากกว่าแค่เรื่องของความรู้สึก ทว่า อาจมีคดีความและกระทบการใช้ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่พอจะเป็นแรงจูงใจให้คิดได้ว่า จะเปลี่ยนวิธีคิดเช่นนี้อย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบแบบนี้กับตนเอง
“ถ้าเป็นแค่การมีความอยากแสดงออกชั่วครั้งชั่วคราว เขาก็ต้องเรียนรู้ไป แต่ถ้าเป็นเรื่องการควบคุมตัวเองไม่ได้ อาจต้องการการช่วยเหลือเพื่อทำให้ตัวเองสามารถเปลี่ยนวิธีการแสดงออกให้เหมาะสมกว่านี้ในเรื่องเพศ” แพทย์หญิงพรรณพิมลกล่าว

สำหรับข้อมูลที่พบว่าเคยกระทำการดังกล่าววมากกว่า 1 ครั้ง โดยใช้เวลานานถึงกว่า 3 ชั่วโมง โดยผู้ก่อเหตุกล่าวในภายหลังว่า เห็นว่า ‘ลานจอดรถกว้าง เหลี่ยมดี ใกล้หอพัก จึงเกิดอารมณ์’ แพทย์หญิงพรรณพิมลกล่าวว่า เมื่อเหตุเกิดไปแล้ว ผู้กระทำย่อมหาเหตุผลมาอธิบายพฤติกรรมตนเองที่คิดว่าจะพออธิบายได้ แต่จะเป็นเหตุอย่างนั้นจริงหรือไม่ ก็ต้องไปว่ากัน แต่ว่าทุกคนก็ต้องพยายามหาคำอธิบายต่อคำถามที่ทุกคนถาม
“หากพูดไปตอนนี้ มันก็อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ ถ้ามีการเข้ากระบวนการว่าเป็นเรื่องอนาจาร เจ้าหน้าที่ตำรวจอยากจะทำในเชิงป้องปราม ก็อาจจะเป็นข้อกำหนดหรือเลือกให้เข้าสู่กระบวนการที่เป็นการบำบัด โดยในกระบวนการบำบัดก็ไปวิเคราะห์เหตุของตัวพฤติกรรมว่าแรงจูงใจจริงๆของเขามันคือเรื่องอะไร มันมีเหตุของแรงจูงใจได้หลายอย่าง เราไม่รู้ว่าแรงจูงใจสำหรับเขาที่ทำให้ตัดสินใจทำสิ่งนี้คืออะไร” แพทย์หญิงพรรณพิมลกล่าว


