สภากทม.วุ่น! หวิดล่มอีก ส.ก.ลุกแย้งควบรวมญัตติ ‘สายสีเขียว’ ปธ.สั่งพัก สรุปกันไม่จบ ‘ของผมตรงจุดกว่า’

11.01.23 | 13:57 น.

สภากทม.วุ่น! หวิดล่มอีก ส.ก.นั่งไม่ติด ลุกแย้งควบรวมญัตติ ‘สายสีเขียว’ ปธ.สั่งพัก เพราะยังสรุปกันไม่จบ พ่อโฟกัสบอก ‘ของผมตรงจุดกว่า’

เมื่อเวลา 10.00 น. วัน 11 มกราคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2566 โดยมี นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี พรรคเพื่อไทย นั่งเป็นประธานสภา กทม. พร้อมด้วยฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร มีผู้เข้าร่วมได้แก่ ส.ก. คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานครทั้งคณะ ทีมคณะที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. คณะเลขานุการผู้ว่าฯกทม. ร่วมประชุม

อ่านข่าว : ‘ชัชชาติ’ ขอสภากทม. ‘เพิ่มวงเงินหนี้’ เช่าที่ สนง.เขตคลองเตย ตั้งงบไว้ไม่พอ การท่าเรือขอขึ้น

โดยญัตติที่น่าจับตาวันนี้ ได้แก่ประเด็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งมี ส.ก.จำนวน 2 ราย เสนอญัตติคล้ายกันเพื่อหารือสภากทม. ได้แก่ 1.ญัตติของ นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร หรือ เฮียล้าน ส.ก.เขตจอมทอง พรรคเพื่อไทย เรื่อง ขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาระบบขนส่งมวลชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว และ 2.ญัตติด้วยวาจาของ นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย พรรคประชาธิปัตย์ เรื่อง ขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเลื่อนมาจากวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายสุทธิชัย เสนอต่อที่ประชุมว่าให้มีการควบครวม 2 ญัตติดังกล่าว เป็นชื่อ “ญัตติขอให้กรุงเทพมหานคร ตั้งคณะกรรมการววิสามัญศึกษา เพื่อหาแนวทางการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว”

Advertisement

นายนภาพล จึงลุกขึ้นกล่าวชี้แจงสาเหตุที่ตนยื่นญัตตินี้เข้ามาว่า

“ท่านประธานจะเห็นว่าตอนนี้ เวลาที่ท่านผู้ว่าฯ พูดถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียวตามที่สื่อมวลชนเขาถามว่า เมื่อไหร่จ่าย ท่านผู้ว่าฯ ก็บอกว่า ให้รอฟังความคิดเห็นของสภาฯ ไม่ได้ลงมติ แต่ขอฟังความคิดเห็นของสภาฯ

“ตอนนี้มีการทวงจากทางรถไฟฟ้าบีทีเอสแล้ว ญัตติผมชัด ท่านประธาน ผมตรงจุดนะ เพราะปัญหาเกิดจากการที่เขาทวง กทม. เพื่อชำระค่าโครงสร้าง ค่าใช้จ่าย ค่าเดินรถต่างๆ นานา ผมตั้งเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาตรงนี้ ตรงจุด แต่ของท่านสุทธิชัย มันเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุดท่านประธาน ความจริงแยกกันได้เลย ศึกษาโครงการสายสีเขียวก็ศึกษาไป แต่ของผมตั้งเพื่อแก้ไขปัญหา ของผมตรงจุด ลองคิดดู ถ้าเปลี่ยนอย่างท่านสุทธิชัย มันไม่ใช่การแก้ไข เราต้องการตั้งธงแก้ไข 1 2 3 4 5 ผมยังขอยืนยัน ญัตติมันแยกกัน แต่ถ้าท่านสุทธิชัยต้องการควบรวม ผมต้องขอยืนยันและขอมติที่ประชุม เรื่อง ขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว” นายนภาพลกล่าว

ต่อมา นายพีระพล กนกวลัย ส.ก.เขตพญาไท พรรคก้าวไกล ให้ความเห็นว่า การตั้งญัตติย่อมนำไปสู่การแก้ไขอยู่แล้ว แต่ถ้าชื่อมติเพื่อการแก้ไข เกรงว่าจะผูกมัดสภาฯ มากไป ซึ่งเนื้อหาการประชุมเพื่อการแก้ไขจะต้องมีแนวทางปฏิบัติอยู่แล้ว เป็นข้อ 1 2 3 4 ส่วนการเลือกใช้ข้อไหน เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร คำว่า ‘แก้ไข’ จึงไม่น่าจะมีในชื่อมติ แต่ควรจะอยู่ในเนื้อหาของการศึกษาเรื่องนั้นๆ

ด้าน นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือ ดร.จอห์น ส.ก.เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นกล่าวด้วยเกรงว่าสภากทม.จะล่มอีกครั้ง หลังจากการประชุมครั้งก่อนหน้า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 65 สภากทม. ล่มเพราะญัตติสายสีเขียวล้ม

อ่านข่าว : สภา กทม.ล่มครั้งแรก หลังถอนญัตติ ‘สายสีเขียว’-‘ชัชชาติ’ ลั่น เรื่องนี้อีกยาว ส.ก.บอกผิด กม. ‘ผมจดไว้หมดนะ’

ตอนนี้เริ่มจะวุ่นวายอีกครั้ง ผมไม่อยากให้สภาฯล่ม เหมือนสมัยปิดประชุมครั้งที่แล้ว จริงๆ ตามญัตติ ของ ส.ก.ล้าน ระบุชัดว่าเป็นการศึกษา สุดท้ายได้คำตอบมา เราอาจจะเรียกหน่วยงานข้างนอกที่เกี่ยวข้องมาหารือ แล้วเสนอแนวทางต่อผู้บริหาร เป็นคนนำไปแก้ไข เพราะตอนนี้เรื่องยังอยู่ที่ ปปช. ท่านจะแก้ไขปัญหาอย่างไร การแก้ไข คือการลงสัตยาบรรณ ‘คุกนะครับ’ เรื่องไม่ได้เกิดที่สภานี้ มันผิดตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ได้เข้าสภา กทม. ตั้งแต่แรก ฉะนั้น เข้ามาสภากทม.รอบนี้ ควรจะเป็นการศึกษา ผมเห็นด้วยกับ ญัตติของ นายสุทธิชัย ถ้าไม่ได้หรืออย่างไร เปิดให้โหวตได้” นายสุรจิตต์กล่าว

ด้าน นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก.เขตบางกอกใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอนหนึ่งถึงการควบรวมญัตติว่า 2 ญัตตินี้ต้องไม่รวมกัน ไปดูที่คำซึ่งต่างกัน ญัตติของนายนภาพล คือ “ศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา” ส่วนของนายสุทธิชัย “ศึกษาระบบ” ซึ่งไม่เหมือนกัน เมื่อมารวมกันในมุมของตน การศึกษาควรจะมีก่อนเกิดโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือในขณะที่กำลังจะเริ่ม หรืออยู่ในแนวคิด ศึกษาระบบการเดินรถสายสีเขียว

“ความจริงแล้วญัตติของท่าน สุทธิชัย ในภาพทั่วๆ ไป ต้องเกิดขึ้นก่อน แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วมันมามีปัญหาคือของท่านนภาพล ดังนั้น การรวม 2 ญัตติ จึงงผิดตั้งแต่ต้น ความจริงควรจะแยกกันไปเลยในแนวคิดผม ความชัดเจนของญัตติคนละแนวทาง ไม่แน่ใจว่าท่านสุทธิชัยยังค้างคาใจในเรื่องระบบการเดินรถหรืออย่างไร แต่ของท่านนภาพล ศึกษาปัญหา” นายวิรัชกล่าว

ทั้งนี้ นายนภาพล ส.ก.บางกอกน้อย ผู้เสนอญัตติให้ตั้ง คกก.ศึกษาปัญหา กล่าวว่า ตนบอกแล้วว่า 2 ญัตตินี้คนละเรื่องกัน แต่ถ้าจะมารวมตนก็ไม่ติดใจ ศึกษาทั้งระบบและแก้ไขเลยก็ได้

“ญัตติที่ใส่คำว่าแก้ไข มีเยอะแยะ แก้ไขปัญถนน… ฯลฯ ใช้คำว่าแก้ไขหมด ศึกษาเพื่อไข มันไม่ผูกพันสภาอยู่แล้ว ผมจึงไม่เข้าใจ ตั้งคณะกรรมการวิสามัย 2 ชุดก็จบ ไม่มีปัญหา ไม่รวมก็ได้ แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนชื่อ ‘ญัตติผมหายไปเลยท่านประธาน’ เจตนารมณ์ที่เรียนไปแต่ต้นว่า ปัญหาเกิดจากบีทีเอส จะให้ กทม.ใช้หนี้แล้วมันล่าช้ามานาน ควรจะตั้ง คกก.แล้วเดินหน้าไปไหนต่อไหน ยืนยันว่าญัตติผมใช้ชื่อเดิม หรือจะแยกเป็น 2 ญัตติ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหา” นายนภาพลกล่าว

ทั้งนี้ นายวิรัตน์ ประธานสภาฯ ชี้แจง นายนภาพล ว่าขณะนี้ผ่านขั้นตอนการรวมญัตติไปแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอชื่อ

“ผมเห็นเวลา ใกล้เที่ยงแล้ว” นายวิรัตน์กล่าว

ด้า นายสุทธิชัย หรือ เฮียล้าน ลุกขึ้นกล่าวว่า ตนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ จุดประสงค์เชื่อว่า ส.ก.คงคิดเหมือนกันว่าเราควรศึกษาและนำปัญหาโครงการรถไฟฟสายสีเขียว มารายงานสภากทม.

“ที่ท่านนภาพล บอกว่า ญัตติผมไม่น่าจะเกี่ยวข้อง แต่ท่านดูญัตติผม คำท้ายๆ ‘จึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องนี้ พร้อมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ดำเนินการอย่างมีความชัดเจนในการดำเนินโครงการและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน’ จึงเป็นญัตติที่สามารถควบรวมได้ ไม่จำเป็นต้องแยก ถ้าไม่ขัดข้องทั้ง 2 ฝ่าย เชื่อว่าน่าจะดำเนินการต่อได้ เพราะถ้าตอนนี้ท่านพัก คนจะหาย สภาฯกว่าจะเรียกประชุมได้อะไรได้ ค่อนข้างจะเสียเวลามาก ตอนนี้ใกล้จบแล้ว เสนอชื่อไปเลยดีกว่า จะได้จบ” นายสุทธิชัย

นายวิรัตน์ ประธานสภาฯ ชี้แจง นายสุทธิชัยว่า วันนี้สภาฯ มีอีกหลายวาระ

“ผมว่า ถ้าเราพักการประชุม แล้วแต่นะครับ แต่ปกติเราพักตอนเที่ยงอยู่แล้ว ช่วงบ่ายเพื่อนสมาชิกก็ต้องรับผิดชอบในการประชุมสภา เพราะวาระได้ส่งให้ทุกท่านแล้ว อย่างไรผมต้องดำเนินการประชุมให้จบทุกวาระ” นายวิรัตน์กล่าว และว่า

ตอนนี้ยังหาข้อยุติไม่ได้ ตนขอพักประชุม ให้วิปไปหารือกัน แล้วประชุมอีกครั้ง