โฆษกสภากทม. แจง ส.ก.ปัดตก ‘ติดแอร์ห้องเรียนปลอดฝุ่น’ ติดแค่เอกสาร ผู้ว่าฯ ยังใช้งบกลางได้

8.09.23 | 19:18 น.

โฆษกสภากทม. แจง ส.ก.ปัดตกเพราะเอกสารบกพร่อง ไม่ระบุรายละเอียดโครงการ ‘ติดแอร์ห้องเรียนปลอดฝุ่น’ ชี้ ยังมีงบกลาง ผู้ว่าฯกทม.เซ็นได้

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 8 กันยายน ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง น.ส.นฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ โฆษกสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงข่าวชี้แจงกรณีสภา กทม.ตัดงบประมาณ “ห้องเรียนปลอดฝุ่นชั้นอนุบาล”

น.ส.นฤนันมนต์กล่าวว่า สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต มีความยินดีที่จะให้มีการติดเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ให้กับเด็กนักเรียน โดยอยากให้นักเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่ากันทุกคน แต่ติดแค่รายละเอียดในเอกสารที่ของบประมาณเข้ามาในขั้นตอนของการแปรญัตติ ในคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567

โดยฝ่ายบริหารจะเป็นผู้ส่งเอกสารมาให้คณะกรรมการวิสามัญฯเป็นผู้พิจารณา ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีข้อบกพร่องคือ มีการระบุห้องเรียนที่จะติดตั้งแอร์ขนาด 20 ตารางเมตรทุกห้องเรียน ไม่มีการระบุจำนวนผู้ใช้งาน เช่น ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีจำนวนนักเรียนอนุบาลเพียงหลักหน่วย

“มีเด็กชั้นอนุบาล 1 เพียงแค่ 2-3 คน จะได้รับการติดตั้งแอร์ขนาด 30,000 BTU 2 เครื่อง อีกทั้งในทุกๆ วันจะนำเด็กชั้นอนุบาล 1 ไปเรียนรวมกับเด็กชั้นอนุบาล 2 ซึ่งก็ได้รับงบประมาณติดตั้งแอร์เช่นเดียวกัน หมายความว่า มีการติดตั้งทั้งหมด 4 เครื่อง จำนวน 2 ห้อง แต่อาจจะใช้งานได้จริงเพียง 1 ห้องเรียน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงออกมาบอกว่าท่านกลับไปคำนวณก่อน ว่าห้องไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็น” น.ส.นฤนันมนต์กล่าว

Advertisement

น.ส.นฤนันมนต์กล่าวต่อว่า ในเอกสารดังกล่าวไม่ได้ระบุค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าบำรุงรักษา ค่าไฟฟ้า เมื่อมีการตรวจสอบแล้วข้อมูลไม่ครบถ้วน เพื่อให้เกิดความรัดกุมปลอดภัยในการใช้งบประมาณ ทาง ส.ก.จึงไม่ให้โครงการนี้ผ่านการพิจารณา

“พวกเรามีหน้าที่ตรวจสอบและช่วยอนุมัติงบประมาณที่ฝ่ายบริหารเสนอมา สิ่งที่พวกเราตรวจสอบก็ไม่อยากให้ผู้ว่าฯกทม.เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน งบประมาณ 219 ล้านบาท ไม่ได้หายไปไหน เงินยังอยู่กับ กทม.เสมอ เพียงแค่ย้ายไปเป็นเงินสะสม” น.ส.นฤนันมนต์ชี้

น.ส.นฤนันมนต์กล่าวว่า ทั้งนี้ ผู้ว่าฯกทม.สามารถทำโครงการนี้ได้ด้วยการใช้งบกลางที่ผู้ว่าฯกทม.มีอำนาจเบิกจ่ายตามความจำเป็นเร่งด่วนได้ อีกทั้งผู้ว่าฯกทม.ได้พูดถึงการทำโครงการนำร่องร่วมกับภาคเอกชนในการทดลองก่อน เมื่อเห็นผลการทดลองแล้วก็จะสามารถคำนวณงบประมาณในการติดตั้งแอร์ได้ในทุกระดับชั้นเรียน

“ยืนยันว่า 50 เขต ส.ก. 48 ท่าน ทุกๆ ท่านจากทุกพรรคการเมือง พวกเราไม่เห็นด้วยกับเอกสารที่ไม่ถูกต้อง พวกเราจึงปัดตกโครงการนี้ แต่งบประมาณยังอยู่ใน กทม.เหมือนเดิม ขอย้ำโครงการนี้ยังเกิดขึ้นได้เสมอ นอกจากนี้ ในแต่ละสำนักเขตมีการจัดทำงบประมาณซื้อแอร์ไว้แต่ละโรงเรียนกันแล้ว” น.ส.นฤนันมนต์เผย

เมื่อถามว่า ส.ก.บางคนที่อภิปรายการแบ่งชนชั้นของนักเรียน มองอย่างไรบ้าง น.ส.นฤนันมนต์กล่าวว่า อยากให้ไปรับฟังการอภิปรายในเพจสภากรุงเทพมหานคร อยากจะให้ฟังอีกซักครั้ง แต่อาจจะยาวนิดนึง ซึ่งต้องขอยอมรับว่าเป็นคำพูดที่หลายๆ คนฟังแล้วรู้สึกสะเทือนใจ สภา กทม.ไม่เคยแบ่งชนชั้น เรารู้อยู่แล้วว่าพี่น้องประชาชนของเรามีหลากหลายรูปแบบ ก็ขอแก้ตัวแทนว่ามีบางท่านบอกน้องๆ ไม่เคยอยู่ในห้องที่เย็นมากๆ เด็กๆ จะสามารถปรับตัวกับคุณภาพแอร์ขนาดนี้ ก็มองเป็นข้อผิดพลาดที่เราสื่อออกมาไม่ครบ

“ย้ำอีกทีเราไม่ต้องการแบ่งชนชั้น หลายคนบอกว่าแก้ตัวแทน แต่เราไม่ต้องการแบบนั้น เราแค่ยกตัวอย่างให้เห็นว่า กรุงเทพฯมีประชาชนทุกแบบ ทุกเลเวลของการใช้ชีวิต ฉะนั้น ต้องขออภัยไว้ด้วย อาจจะเป็นการกล่าวถึงไม่ครบทุกเลเวลของการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ” น.ส.นฤนันมนต์กล่าว

เมื่อถามว่า ในการอภิปรายมีการพูดประโยคที่ว่า “นำมาช่วยพวกเรากันเองก่อนดีไหม” หมายถึงอย่างไร?

น.ส.นฤนันมนต์กล่าวว่า เป็นการกล่าวในภาพกว้าง อย่างฝ้าเพดานของโรงเรียนจะถล่มแล้ว สายไฟจะขาดจะพันคอเด็กแล้ว คำว่าพวกเรา หมายถึงโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ ส.ก.แต่ละคนได้ไปเยี่ยมแต่ละโรงเรียน พบว่ายังมีสภาพไม่ดี ยกตัวอย่างโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตคลองสามวา ฝ้าเพดานชำรุด งบประมาณซ่อมแซมยังเข้าไม่ถึง หลายโรงเรียนอาคารร้าว ห้องน้ำไม่เรียบร้อย อาจจะนำงบประมาณส่วนนี้มาปรับปรุงให้เรียบร้อยก่อน

“อยากให้ผู้บริหารวางแผนระยะยาว ดิฉันเชื่อมั่นว่าในอนาคตเราจะมีการเลือกตั้งอีก เราก็ต้องมารับช่วงต่อให้กับคนในอนาคต ฉะนั้น เราก็ทำพื้นฐานให้ดี คำว่าช่วยพวกเราก็หมายถึงช่วยโรงเรียนของพวกเราก่อน เอาแค่พื้นฐานง่ายๆ ตรงนี้ก่อน” น.ส.นฤนันมนต์กล่าว

เมื่อถามว่า ในการอภิปรายมีการพูดถึงให้ปลูกต้นไม้ช่วยลดฝุ่น ดีกว่าการติดแอร์?

น.ส.นฤนันมนต์กล่าวว่า มีโครงการนำร่อง 32 ห้องเรียนสู้ฝุ่น เริ่มจากที่เขตสวนหลวง โดยมีการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ พร้อมกับให้ความรู้เรื่องการปลูกต้นไม้ที่ช่วยดักจับฝุ่น เช่น พลูด่าง ต้นไม้ขนาดใหญ่ โดยฝ่ายบริหารของ กทม.ก็นำไปต่อยอด

“แต่ท่านกระโดดไปห้องเรียนปลอดฝุ่นเลย ท่านไม่ต่อยอดห้องเรียนสู้ฝุ่นที่ให้มีการปลูกต้นไม้ สุดท้ายเด็กนักเรียนในกรุงเทพฯต้องมีการรับรู้ว่าต้นไม้มีส่วนช่วยในการสร้างก๊าซออกซิเจน เราต้องรณรงค์อยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าเอาเงินไปปลูกต้นไม้ เพราะ กทม.มีงบประมาณดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว โครงการ 32 ห้องเรียนสู้ฝุ่นต้องถูกต่อยอดไปอีกในอนาคตด้วย เรามองว่าทำไมไม่ต่อยอดตรงนี้ต่อไป แล้วค่อยมาดูห้องเรียนปลอดฝุ่นว่าจะเป็นอย่างไร” น.ส.นฤนันมนต์กล่าว