มือยิงน้องหยอด-ครูเจี๊ยบ รับสิ้น ฆ่าเพื่อเลื่อนชั้น ผบ.ตร.เผยเด็กหัวอ่อน ชี้เป็นองค์กรอาชญากรรม

20.12.23 | 21:22 น.

มือยิงเด็กอุเทนรับสิ้น ฆ่าเพื่อเลื่อนชั้น ผบ.ตร.ชี้เด็กหัวอ่อน ถูกชี้นำได้ง่าย

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ภายหลังจากที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล ร่วมกับสืบสวนภาค 5 และกรมอุทยาน ได้ จับกุมตัว นายอนาวิน แก้วเก็บ หรือวิน อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง ครูเจี๊ยบและน้องหยอด จนเสียชีวิต โดยสามารถจับกุมตัวได้บนดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเพื่อนอีก 1 คน ที่ถูกแจ้งข้อหาซ่องโจร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวเข้ามาสอบสวนเพื่อขยายผลที่ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวน พล.ต.อ ต่อศักดิ์ สุวิมล ผบ.ตร. พร้อมด้วย พลตำรวจโทธิติ แสงสว่าง ผบช.น.จะเป็นผู้เดินทางมาทำการสอบสวนด้วยตนเองและจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่อไป

ในส่วนของผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีในคดีนี้ยังเหลืออีก 3 ราย คือ นายอับดุลเลาะ หรือเลาะ  ดือราแม อายุ 28 ปี  และผู้ต้องหาอีกสองรายที่มีการออกหมายจับเพิ่มเติม 14 หมายวานนี้ ซึ่งในส่วนของผู้ต้องหาอีกสองรายแบ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ระดมเงินเรี่ยรายจัดหาเซฟเฮาส์และผู้ที่จัดหาอาวุธปืน โดยขนาดนี้ยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียดว่าจากการสืบสวนทั้งสองหลบหนีอยู่ในพื้นที่ใดแต่ยืนยันว่าตำรวจมีข้อมูลเส้นทางหลบหนีของคนร้ายทั้งหมดไว้เป็นที่เรียบร้อยเชื่อว่าจะมีข่าวดีเร็วๆนี้ และยืนยันว่า ทางผบช.น.จะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในการก่อเหตุทุกราย

เวลา 13.30 น. พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.วิทวัส ชินคำ ผบก.น.5 ได้ร่วมสอบปากคำนายอนาวิน แก้วเก็บ หรือ อ้ำ อายุ 20 ปี และนายกฤติ ล้ำเลิศ หรือทิว อายุ 23 ปี ผู้ร่วมก่อเหตุอีกหนึ่งรายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้ขณะหลบหนีไปพักในอุทยานแห่งชาติดอยปุย จ.เชียงใหม่

Advertisement

ภายหลังจากที่พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้สอบปากคำ นายอนาวิน ได้เปิดเผยว่า นายอนาวินให้การรับสารภาพว่าเป็นคนยิง เป็นการก่อเหตุยิงครั้งแรกเพื่อเลื่อนชั้นให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่ง จากการพูดคุยสังเกตได้ว่าเป็นเด็กหัวอ่อน มีปัญหาทางครอบครัว จึงถูกชี้นำไปในทางที่ผิดได้ง่าย จึงได้อธิบายให้ผู้ต้องหาเข้าใจว่าตำรวจได้ดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่เป็นการหว่านแหแล้วจับมา ซึ่งถือว่ามีพฤติกรรมเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดเล็ก เพราะมีการให้ความช่วยเหลือเรื่องคดีความ, จัดหาอุปกรณ์อาวุธปืนต่างๆ ซึ่งตนมองว่า พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่นักศึกษาแล้ว

“จากคดีนี้จะเป็นโมเดลในการป้องกันเหตุที่อาจเกิดกับสถาบันอื่น ซึ่งการทำงานจะต้องเป็นมืออาชีพแบบชุดจับกุมคดีนี้ เพื่อให้สำนวนแน่นหนาเอาผิดผู้ก่อเหตุได้ ส่วนสาเหตุก็มาจากเรื่องความขัดแย้งระหว่างสถาบัน ที่ถูกปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรแบบผิด ๆ เป็นโลกเสมือนจริงสร้างเรื่องราวให้เกิดความเคียดแค้น”

ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการที่กลุ่มเพื่อนผู้ต้องหาได้ไปข่มขู่ญาติผู้เสียหายถึงในศาลอาญากรุงเทพใต้นั้น ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบต่อ และให้ความดูแลญาติผู้เสียหาย โดยจะสั่งการให้ตำรวจพื้นที่ไปดำเนินการ และยืนยันว่าจะต้องทำลายจอมปลวกทั้งรัง ไม่ใช่ฆ่าปลวกที่บินออกมาสร้างความรำคาญ โดยจะต้องไปตรวจสอบคดีเก่ากับสถาบันอื่น เนื่องจากไม่ได้มีจอมปลวกเดียวที่สร้างปัญหาสังคม เป็นการขุดถอนโคนทำลายองค์กรที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ การแก้ปัญหาระยะยาวนอกจากตำรวจแล้ว สถาบันหน่วยงานการศึกษาก็มีความสำคัญ ที่ต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งก่อนหน้านี้ทางสถาบันศึกษา มักจะอ้างว่าผู้ที่ก่อเหตุนั้นเป็นนักศึกษาที่ผลสภาพไปแล้ว แต่เมื่อความจริงปรากฏก็พบว่ามีทั้งนักศึกษาที่พ้นสภาพไปแล้ว และยังเป็นนักศึกษาอยู่ ร่วมกันก่อเหตุ เพราะปัญหาช่างกลยิงกันนั้น เป็นปัญหาที่มีมานานแต่แก้ปัญหากันไม่ถูกจุด โดยยกตัวอย่างว่า ถ้าสถาบันอยู่ใกล้กันควรจะมีการย้ายออกไปให้อยู่ห่างกัน เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกันได้ง่ายหรือไม่ และไม่ควรอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีประชาชนผู้บริสุทธิ์สัญจรไปมาอยู่แบบนึ้ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในการสร้างมาตรการความปลอดภัยในระยะยาว

ส่วนผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ แนะนำว่าให้มามอบตัว ถ้าจะหนีต้องหนีทั้งชีวิต เพราะคดีมีอายุความหลายปี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ล่า ‘เลาะ’ คนขี่จยย.พาคนยิง ‘หยอด-ครูเจี๊ยบ’ ผบ.ตร.สอบมือสังหารรับตลอดข้อหา