นายกสมาคมทนาย ชี้ ตร.ต้องพิสูจน์ให้ได้ 2 สื่อหนุนพ่นสีวัดพระแก้วยังไง ระวังโดน ม.200

15.02.24 | 17:20 น.

นายกสมาคมทนายชี้ ตร.ดำเนินคดีนักข่าวสนับสนุนพ่นสีวัดพระแก้ว ต้องดูฎีกาให้ดี ครบองค์ประกอบกระทำความผิดหรือไม่ ระบุการทำข่าวขณะพ่นสีไม่ใช่สนับสนุน เพราะมิได้ช่วยเหลือ ระวังโดนดำเนินคดีกลั่นแกล้งให้คนอื่นรับโทษตามมาตรา 200 กลับ

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย มีบันทึกจากนายกสมาคมทนายความฯ กรณีพนักงานสอบสวน สน.พระราชวัง ดำเนินคดีกับ นายณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ อายุ 35 ปี นักข่าวและช่างภาพอิสระ สเปซ บาร์ กับ นายณัฐพล เมฆโสภณ ผู้สื่อข่าวประชาไท ผู้ต้องหาที่ 1-2 ผู้ต้องหากระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน ขีด เขียน พ่นสีหรือทำให้ปรากฏด้วยประการใดๆ ซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใดๆ ที่กำแพงที่ติดกับถนน หรืออยู่ในที่สาธารณะ ซึ่งถูกกล่าวหาสนับสนุนนักกิจกรรมพ่นสีกำแพงวัดพระแก้ว ว่า ประเทศไทยเป็นสังคมนิติรัฐ (legal state) หรือสังคมที่ใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครอง ปวงชนชาวไทยจึงมีสิทธิและเสรีภาพที่จะกระทำหรือไม่กระทำการใดก็ได้ หากรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมิได้จำกัดหรือบัญญัติไว้ และไม่ต้องรับโทษอาญาถ้าการกระทำนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 25 และ 29

กรณีนักข่าวสองคนที่ถูกจับกุมตามหมายจับ โดยมีข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด กรณีมีผู้พ่นสีบนกำแพงวัดพระแก้วนั้น จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำของสองนักข่าวครบองค์ประกอบการเป็นผู้สนับสนุน ตามมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย (1) มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น (2) มีการกระทำที่เป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด และ (3) ต้องเป็นการช่วยเหลือก่อนหรือขณะกระทำความผิด

สำหรับการกระทำที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด ซึ่งสามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณีของสองนักข่าวได้ เช่น หาอาวุธให้ใช้ในการปล้น (ฎ.3378/2546) ขับรถพาไปปล้นแต่ไม่ได้ร่วมปล้นด้วย (ฎ.1732/2522) ชี้สถานที่ให้ไปปล้น (ฎ.164/2463) เขียนแผนที่ให้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดและหลบหนี (ฎ.3116/ 2537) ซึ่งผู้กระทำมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด

ส่วนการไปยืนดูโดยไม่ได้ช่วยเหลือ หรือการไปถ่ายภาพ การไปทำข่าว การถ่ายคลิปในขณะพ่นสีใส่กำแพง มิได้เป็นส่วนหนึ่งของการพ่นสี หรือช่วยเหลือในการพ่นสี หรือทำให้การพ่นสีสำเร็จ จึงไม่ใช่ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด

Advertisement

ส่วนที่มีการเผยแพร่ภาพของนักข่าวสองคน ที่นั่งพูดคุยกับกลุ่มผู้ก่อเหตุก่อนมีการกระทำความผิดโดยไม่มีนักข่าวสำนักอื่น จึงถูกสันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน น่าจะรู้เห็นว่าจะมีการทำกิจกรรมพ่นสีบนกำแพงวัดพระแก้วนั้น มิได้เป็นข้อสันนิษฐานว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เพราะการพ่นสีบนกำแพงวัดพระแก้วมิได้เป็นการกระทำที่ซับซ้อน หรือยากเย็นและเสี่ยงอันตรายจนต้องมีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำจึงจะสำเร็จ

ส่วนการรู้เห็นว่าจะมีการกระทำความผิดแต่ไม่ห้ามปรามหรือขัดขวาง ไม่เป็นการสนับสนุน เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีหน้าที่ขัดขวาง ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 832/2471

ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่านักข่าวทั้งสองคนได้ร่วมกันวางแผนอันเป็นความผิดฐานผู้สนับสนุนจริง ไม่เช่นนั้นผู้กล่าวหาจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 ส่วนโทษเป็นอย่างไรก็เปิดดูเอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง