ทนายด่าง สงสัย เอกสารรักษาบุ้งรายงานเวลาไม่ตรงกัน ถามกลับซีพีอาร์ขณะซีทีสแกนได้หรือ?

21.05.24 | 17:21 น.

‘ทนายกฤษฎางค์’ ลั่น ไม่พอใจ พาสื่อดูที่พักในราชทัณฑ์ แต่ไม่แจ้งทีมทนาย-ครอบครัวบุ้ง สงสัยผลรักษาจากเอกสาร รพ.คุก ชี้เวลาในรายงานไม่ตรง ถามซีพีอาร์ตลอดเวลาขณะซีทีสแกนได้หรือ?

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางมายื่นเอกสารในคดีอาญาที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ฟ้องหมิ่นประมาท น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง เรียกค่าชดใช้จำนวน 2 ล้านบาท

จากกรณีที่ บุ้งแสดงความคิดเห็นกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวถึงเยาวชนหญิง (น.ส.หยก ธนลภย์) ว่าบุ้ง เป็นผู้รับเลี้ยงเด็กอายุ 15 ปีเพื่อหวังผลประโยชน์และเรียกรับเงินเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่าย โดยเอกสารแจ้งการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพรต่อศาล แต่เมื่อมาถึงกลับพบว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้ถอนฟ้องในทุกข้อหากับบุ้งทั้งหมดแล้วไปเมื่อวันที่ 15 พ.ค. หลังจากที่บุ้งเสียชีวิตเพียง 1 วัน

เมื่อถามถึงเอกสารการรักษา บุ้ง ที่ไปรับมาเมื่อวานนี้ (20 พ.ค.) จำนวน 26 แผ่น นายกฤษฎางค์กล่าวว่า ตนและครอบครัวของบุ้ง รู้สึกเคลือบแคลงใจและตั้งข้อสงสัยถึงเอกสารดังกล่าว และได้นำเอกสารไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชและแพทย์เฉพาะทาง มองว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือดัดแปลงเอกสารบางส่วนหรือไม่

Advertisement

และที่สำคัญ เวลาการรายงานผลการช่วยชีวิตไม่ตรงกับเวชระเบียนของ รพ.ธรรมศาสตร์ ซึ่งเอกสารจากเวชระเบียน ระบุว่า วันที่ 14 พ.ค. เวลา 06.15 น. บุ้งมีอาการเกร็ง ตาเหลือก ไม่รู้สึกตัว และเริ่มทำการกู้ชีพ (CPR) ในเวลา 06.23 น. แต่จากแบบบันทึกการกู้ชีพของ รพ.ราชทัณฑ์กลับระบุว่า เริ่มทำการกู้ชีพบุ้ง เวลา 06.28 น. และย้ายบุ้งออกจากห้องพักผู้ป่วย ชั้น 2 ไปยังไอซียูที่อยู่ชั้น 1 โดยใช้อาสาสมัครเรือนจำช่วยในการเคลื่อนย้ายจำนวน 4 คน

จากเอกสารทั้งหมดไม่ปรากฏว่าตลอดระยะเวลา 06.15-06.28 น. มีการติดเครื่องติดตามสัญญาณชีพ แต่ในเอกสารกลับมีการระบุว่า มีการทำเอกซเรย์ปอด (ไม่ระบุเวลาทำ) และมีการซีทีสแกน ตอนเวลา 07.38 น. ซึ่งทุกการรักษาระบุว่า มีการทำ CPR ตลอดเวลา ขณะที่ ผอ.ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์จะเข้ามาประเมินอาการบุ้ง ตอนเวลา 08.00 น. และสั่งให้ประสานงานโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เพื่อส่งรักษาต่อ

นายกฤษฎางค์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในเอกสารจำนวน 26 แผ่น กลับไม่มีผลการตรวจเอกซเรย์ปอดและผลการทำซีทีสแกนมาร่วมด้วย ซึ่งตั้งข้อสงสัยว่ามีเหตุจำเป็นอะไรถึงต้องซีทีสแกนและเอกซเรย์ปอด เหตุใดไม่มุ่งไปที่การกู้ชีพ อีกทั้งในเอกสารระบุว่ามีการกู้ชีพตลอดเวลา แต่จากการประเมินจะสามารถกู้ชีพระหว่างการทำซีทีสแกนได้หรือ รวมทั้งบันทึกต่างๆ นั้นระบุเวลาไม่ตรงกัน ไม่มีบันทึกสัญญาณชีพตั้งแต่หมดสติ จนถึงหอผู้ป่วยไอซียู

นายกฤษฎางค์ขอส่งคำถามไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ว่า มีการวินิจฉัยโรคจากการอดอาหารเป็นเวลานาน (Refeeding Syndrome) ตั้งแต่เมื่อไหร่ มีการรักษา แก้ไขอย่างไรจนถึงวันก่อนเสียชีวิต เนื่องจากบุ้ง อาการอยู่ในระดับรุนแรงและควรต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเอกสาร ที่ได้มามีเพียงการชี้แจงในวันเกิดเหตุเท่านั้น แต่ผลการรักษาก่อนหน้าทั้งหมดไม่ได้ให้มา

นายกฤษฎางค์ระบุอีกว่า วันศุกร์นี้ (24 พ.ค.) ตนจะเข้าไปเอากล้องวงจรปิดซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญ ว่าเหตุการณ์รักษาบุ้งเป็นอย่างไรในวันเกิดเหตุ และตรงกับเอกสารที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ให้มาหรือไม่ พร้อมรู้สึกไม่พอใจที่เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.) มีการนำสื่อมวลชนเข้าไปดูห้องพักและห้องไอซียูภายในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แต่กลับไม่มีการแจ้งมาทางทีมทนายและครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้ทราบ

ส่วนเมื่อถามว่าหากความจริงปรากฏต้องการจะเอาผิดใครหรือไม่ นายกฤษฎางค์ระบุว่า ไม่ต้องการที่จะเอาผิดใคร แต่ต้องการความจริงและความชัดเจน แต่หากถ้ามีคนผิดตนก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งความเพราะเป็นความผิดทางอาญาแผ่นดินอยู่แล้ว

ทั้งนี้ทนายกฤษฎางค์ยังพูดถึงอาการของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองอดีตสมาชิกกลุ่มทะลุวัง ที่ไปเยี่ยมมาเมื่อวานนี้ว่ามีอาการสุ่มเสี่ยงคล้ายอาการเดียวกับบุ้ง เนื่องจากมีการอดอาหารมาเป็นเวลานานเช่นกัน ตนจึงกำชับทางครอบครัวและผู้คุมให้เฝ้าระวัง รวมถึงบอกแพทย์ให้ดูแลอย่างใกล้ชิดอีกด้วย เพื่อป้องกันเหตุซ้ำกับบุ้ง รวมถึงตนได้บอกกับ น.ส.ทานตะวันว่า อย่าเซ็นเอกสารใดกับทางกรมราชทัณฑ์เพราะถือว่าตะวันเป็นพยานปากเอกที่อยู่ในที่เกิดเหตุในวันที่บุ้งเสียชีวิต

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง