เปิดสถิติเจน Z ‘ลาออกไวสุดครึ่งวัน’ เจน Y ทนเจ็บปวดเก่ง แนะหา ‘เซฟโซนในออฟฟิศ’

20.06.24 | 16:17 น.

อ.รัฐศาสตร์ เปิดสถิติ เจน Y ทนต่อความเจ็บปวด เจน Z ลาออกไวสุดใน ‘ครึ่งวัน’ ชวนเช็กลิสต์ คอมฟอร์โซนในออฟฟิศ แนะหา ‘พื้นที่ปลอดภัยทางใจ’ ในที่ทำงาน

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ห้อง ร.103 ชั้น 1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะกรรมการส่งเสริมงานวิจัย (คณะรัฐศาสตร์) จัดเสวนาทางวิชาการ “Direk Talk : Looking Forward มองโลก มองไทย มองไปข้างหน้า” โดยช่วงเช้ามีการกล่าวปาฐกถาดิเรก ชัยนาม ประจำปี 2567 เรื่อง “Contending Citizens: Alternative meanings of popular participation in Thailand” โดย ศ.ดร.ดันแคน แมคคาร์โก ประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง สาธารณรัฐสิงคโปร์

บรรยากาศเวลา 13.00 น. เริ่มสำเสนอผลงานวิชาการช่วงที่ 2 สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ เรื่อง Safe Zone พื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงาน โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเรื่อง เจียระไนมนุษย์ Gen Y และแนวทางรับมือในระบบราชการ โดยรศ.ดร.กมลพร สอนศรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มธ. และดำเนินรายการโดย อาจารย์ ดร.นาอีม แลนิ

รศ.ดร.สุนิสากล่าวว่า ช่วงหลังๆ มานี้ ไม่ว่าจะมองไปที่ไหนก็ตาม จะเจอแต่คำว่า “ตึงเครียดขึ้น” หรืออาจจะเคยเห็นหรือได้ยินบ่อยๆ ที่ว่า “ที่ทำงานไม่ใช่เซฟโซนอีกต่อไป” และเกิดคีย์เวิร์ดขึ้นบ่อยมากในช่วง 10 กว่าปีนี้คือคำว่า “ต้องพาตัวเองออกจากคอมฟอร์ทโซน” ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามที่ว่า ในฐานนะมนุษย์ทำงาน ใช้ชีวิตในแต่ละวันที่ไหนมากที่สุด ซึ่งพบว่าหลายคนอยู่ที่อยู่ที่ทำงาน หรือหลายคนที่ทำงานมานานแล้ว หรือเพิ่งเข้ามาทำงานล้วเกิดรู้สึกว่า “ไม่ปลอดภัย”

Advertisement

“ล่าสุด ส่วนตัวได้มีโอกาสไปพูดคุยกับส่วนราชการเรื่องคน โดยพบข้อมูลที่อาจจะเกี่ยวข้องกับวิจัยเรื่อง Gen Z เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าสถิติการลาออกเร็วที่สุดของข้าราชการ คือครึ่งวัน จึงเป็นที่มาของการวิจัยเรื่องนี้ว่า ที่ทำงานที่เราอยู่ เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงานหรือเปล่า ด้วยความที่อยู่คณะรัฐศาสตร์ เราเลยสนใจกรณีศึกษาในเรื่องของ Safe zone พื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงานของภาครัฐ” รศ.ดร.สุนิสากล่าว

รศ.ดร.สุนิสากล่าวว่า ทิศทางการบริหารคนในภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ได้ตั้งธงให้กับศูนย์ราชการต่างๆ ว่านับจากนี้ไป จะต้องพยายามขับเคลื่อน ทำให้กำลังคนของภาครัฐมีทั้งหมด 3 สิ่ง คือ 1. ขนาดกำลังคนภาครัฐจะต้องเหมาะสมคุ้มค่า คือ ไซส์จะเล็กลง ต้องทำงานให้ดีขึ้นและเก่งขึ้น 2.จะต้องสร้างความคล่องตัว ต้องพัฒนามาตรฐานการทำงานให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล 3. พัฒนาตัวเองให้เป็นมืออาชีพ พาตัวเองออกจากคอมฟอร์ทโซน ขณะเดียวกัน หน่วยงานก็ต้องดูแลคุณภาพชีวิตให้กับบุคลากรด้วย ทั้งหมดนี้ แปลว่า มนุษย์พันธุ์ใหม่ต้องเก่งขึ้น ปรับตัวได้ ขณะเดียวกัน การดูแลชีวิตความเป็นอยู่และจิตใจ ก็ต้องดีขึ้นด้วยเช่นกัน

“ศาสตราจารย์ Amy Edmondson จาก Harvard Business School ได้ศึกษาในเรื่องของ ‘Psychological Safety’ หรือ พื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงาน และมีผลงานตีพิมพ์ชื่อ Psychological Safety and Learning Behavior in Work Team (1999) ผลการศึกษาพบว่า ถ้าสมาชิกในทีม มี ‘พื้นที่ความปลอดภัยทางใจในที่ทำงาน’ คนในทีมจะอยากเรียนรู้ พัฒนาตัวเอง นำเสนอสิ่งใหม่ ทำให้ผลงานดีขึ้น
หลักๆ คือ ในเรื่องของโรงพยาบาล คนที่อยู่ในพื้นที่นี้กล้าไหม ที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ ที่จะส่งเสียงว่าสมาชิกในทีมกำลังจะเจอสิ่งใด นั่นหมายถึง คนในทีมมีความเชื่อร่วมกันว่า พื้นที่นี้ปลอดภัยที่พวกเขาจะกล้าแสดงออก โดยที่ไม่ต้องกังวลจะถูกมองว่า ไม่ดี ไม่เก่ง หรือแย่ และไม่กลัวที่จะถูกตำหนิ” รศ.ดร.สุนิสาชี้

นอกจากนี้ กรณีศึกษาของศาสตราจารย์ Amy Edmondson ยังได้วางคำถามไว้ 7 ข้อ ได้แก่ 1. ถ้าคุณอยู่ในที่ทำงาน คุณไม่ต้องกลัวว่า จะถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของปัญหาหรือไม่ ถ้าไม่กลัว แสดงว่าพื้นที่ทำงานปลอดภัยทางจิตใจ 2. กล้าที่จะนำปัญหามาพูดในที่ทำงานหรือไม่ 3. ในองค์กร ยอมรับความแตกต่างหรือไม่ 4. กล้าเสี่ยงหรือไม่ เป็นความเสี่ยงนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม 5.กล้าขอความช่วยเหลือจากคนในทีมหรือไม่ 6. สมาชิกในทีมบั่นทอนหรือไม่ เหยียดหยามความพยายามไหม และ 7. คุณอยู่แล้วเก่งขึ้น หรือได้ใช้ทักษะความสามารถของตนเองหรือไม่

ส่วนภาคเอกชน มีการศึกษาจากโปรเจ็กต์ Aristotle ผลการศึกษาพบว่า ทีมที่มีความเชื่อมั่น ความไว้วางใจร่วมกัน และเป็นทีมที่มีพื้นที่ความปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงาน จะนำไปสู่ 1. ความสำเร็จของงาน 2. สร้างความไว้วางใจของสมาชิกในทีม 3. โครงสร้างงาน 4. ความหมายของงาน และ 5. ผลลัพธ์ของงานนั้นมีพลัง

“พื้นที่ความปลอดภัยทางจิตใจ คือ เป็นความเชื่อร่วมกันที่สมาชิกในทีมยอมรับได้ รับความเสี่ยงนั้นไปด้วยกัน โดยไม่กังวลที่จะแสดงความคิดเห็น กล้าซักถาม และไม่กลัวผลกระทบลบที่เหวี่ยงกลับมาที่เรา โดยจะเน้นไปที่การพูดคุย การปรึกษาหารือ การยอมรับซึ่งกันและกัน” รศ.ดร.สุนิสากล่าว

รศ.ดร.สุนิสากล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อ พื้นที่ความปลอดภัยทางจิตใจ คือ 1. ความผูกพันธ์ของบุคคลากร วัดจาก 1) Say คนอยู่แล้วพูดถึงหน่วยงานในทางไหน 2) Stay คนที่อยู่ และทำผลงาน มีความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาตนเอง 3). STRIVE ผลลัพธ์การทำงาน บริการที่ส่งมอบไปยังประชาชน และ 2. การเป็นองค์กรแห่งความสุข

โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ให้กรอบนิยามคำนี้ไว้ว่าคือ ความสุขของตัวเอง มีโอกาสพัฒนาตนเองไหม ความสุขในแง่ของจิตใจ ความสุขในแง่ของสังคม อยู่แล้วรู้สึกภูมิหรือไม่ รวมถึงกรอบอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามเจนเนอรชั่น คือ work life balance นั่นแปลว่า องค์กรต้องดูในแง่ของความสัมพันธ์ด้วย

“ผลการสำรวจข้อคิดเห็นจากบุคลากรภาครัฐไทย เกี่ยวกับผลกระทบการส่งเสริมพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ จำนวน 417 คน จากหลายกระทรวง พบว่า ภาพรวมพื้นที่ปลอดภัยทางใจในที่ทำงานของระบบราชการไทย มีจำนวน 6.95 คะแนน จาก 10 คะแนน ซึ่งไม่ได้แย่ลง ให้มองเป็นความท้าทาย

ส่วนภาพรวมของความสุขและความผูกพันในที่ทำงานของระบบราชการไทยอยู่ที่ 7.07 คะแนน สูงกว่าพื้นที่ปลอดภัย โดยสังเกตได้ว่า กลุ่มที่ตอบส่วนใหญ่เป็นเจน Y ที่มีความอดทนได้ต่อความเจ็บปวดได้ หากกลุ่มเจน Z ทำแบบสอบถาม อาจจะพลิกเป็นอีกคำตอบทันที” รศ.ดร.สุนิสากล่าว