ส.ก.รุมอัดเคสไฟไหม้ ‘ตรอกโพธิ์’ ไล่เช็กยอด ‘ถังดับเพลิง-ประปาหัวแดง’ หวั่นเกิดสุญญากาศ ‘เก็บถังเก่าไปถังใหม่ไม่มา’
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2567 โดยมี นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือ ดร.จอห์น ส.ก.เขตลาดกระบัง เป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร
ในตอนหนึ่ง นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ พรรคเพื่อไทย ตั้งญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง “ขอให้กรุงเทพมหานครจัดทำแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดอัคคีภัย”

นายกิตติพงศ์กล่าวว่า จากกรณีไฟไหม้ที่เยาวราช ซึ่งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกทม.ได้ให้สัมภาษณ์ไปหลายสื่อแล้ว แต่วันนี้จะพูดถึงการป้องกันหรือการอัปเกรดเรื่องการดับเพลิงในกรุงเทพมหานคร เริ่มจากเรื่องแรก เกิดขึ้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2566 ที่โรงเรียนราชวินิตมัธยม เกิดเหตุถังดับเพลิงระเบิดจากการซ้อมดับเพลิง วันนั้นพอเกิดเหตุระเบิดขึ้นเป็นถังรุ่นเก่า เรียกว่า ถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2)
“ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตอยู่ 1 คน หลังจากนั้นกรุงเทพมหานครก็มีคำสั่งให้ทางสำนักงานเขตประสานกับทางสถานีดับเพลิง (สดพ.) ทุกเขต ให้ไปเก็บถังดับเพลิงเก่าเหล่านี้ในกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต ซึ่งถ้าถามผมก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะก่อนหน้านี้เราลงพื้นที่ เราจะเห็นถังเก่าพวกนี้เต็มไปหมด แต่บางทีเราก็สงสัยว่า ถังมันอายุขนาดนี้ สภาพขนาดนี้ มันจะไหวเหรอ
เท่าที่ทราบมาถังมันมี 2 แบบ ถังแบบเก่าที่ระเบิด กับ ถังแบบใหม่ ที่กทม.เราให้ใช้มาหลายปีแล้ว ถังแบบเก่าไม่กังวลเพราะเขาทยอยเก็บ แต่ถังใหม่มีรายงานตั้งแต่ใช้งานมาเพิ่งเคยระเบิดแค่ครั้งเดียว แต่มันไม่ได้ระเบิดเพราะอยู่เฉยๆ มันระเบิดเพราะเกิดการตกหล่นลงมาจากที่แขวนถึงมีการระเบิดขึ้น” นายกิตติพงศ์เผย

นายกิตติพงศ์กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุระเบิดที่โรงเรียนราชวินิตมัธยม กทม.ได้เอาถังนี้ไปเก็บที่สำนักงานเขต ถ้าตัวเลขไม่ผิดเก็บไปเกือบ 20,000 ถัง แต่คราวนี้ประชาชนก็มีถาม โดยเฉพาะถังเหล่านี้ในชุมชน ซึ่งตรอกโพธิ์ เขตสัมพันธวงศ์ก็ถูกเก็บไป ประชาชนถามมาว่า ถังชุดแรกที่กทม.เอาไปเก็บ และใช้ไม่ได้ มีกี่เปอร์เซ็นต์
“ผมเลยไปหาคำตอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาบอกว่าถังที่กักเก็บชุดแรกใช้ได้ 30 เปอร์เซ็นต์แต่พอใช้ได้แล้ว ก็ยังรอไปคืนให้ประชาชน จนกระทั่งมีเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมาถึงต้องมาตั้งญัตติถามเรื่องนี้อีก ประชาชนก็ถามว่าแล้วเมื่อไหร่จะได้ของใหม่ เพราะเห็นว่าของใหม่นี้มันผ่านงบมาตั้งแต่ปี 2566 แล้ว ทำไมจนถึงวันนี้แล้วของยังไม่มาอีก ก็เลยไปเช็กได้ข่าวว่าประมูลอะไรเรียบร้อยแล้ว แต่มีคนร้องเรียน ก็เลยทำให้เกิดสุญญากาศ” นายกิตติพงศ์ชี้
นายกิตติพงศ์กล่าวว่า เคสนี้ถังเก่าเก็บไปแล้วถังใหม่ยังไม่มา พอเกิดเหตุนี้ตนได้อ่านคอมเมนต์มีคนพูดว่า ถ้ามีถังอาจจะเบากว่านี้ หรือ อาจจะดับได้ทันเวลา แต่เรื่องนี้ไฟไหม้เราไม่โทษเพราะไม่ใช่ความผิดของกทม. แต่ตั้งคำถามต่อฝ่ายบริหารว่า แล้วถังใหม่เหล่านี้จะต้องรออีกนานหรือไม่ ทำไมไม่เอาถังเก่าที่ใช้ได้ไปให้เขาก่อน แล้วช่วงสุญญากาศแบบนี้ ถ้าเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นมาอีกใครจะเป็นคนรับผิดชอบ
นายกิตติพงศ์กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่สอง ชุมชนก็เริ่มถามว่าเมื่อไหร่จะได้ถัง และคนนอกชุมชนก็ถามว่าเสียภาษีเท่ากัน แล้วทำไมเขาไม่มีสิทธิ์ได้ แค่ไม่ได้เป็นชุมชนแล้วไม่มีสิทธิ์ได้ ส.ก.ทั้ง 50 ท่านก็ทราบว่ามันติดข้อบัญญัติ แต่อันนี้ก็เป็นอำนาจของฝั่งบริหาร เป็นอำนาจของผู้ว่าฯ
“เราพูดกันหลายรอบแล้วว่า ถ้าติดขัดตรงไหน ท่านประสานมาทางฝั่งสภา ทางสภาก็พร้อมช่วย เขาเลือกส.ก.มา ไม่ได้ให้มาฉีดหมา ฉีดแมว ฉีดยุง เขาเลือกเรามาแก้กฎหมาย ติดขัดตรงไหนท่านก็แจ้งมา เพราะไม่งั้นทุกครั้งเวลาเราไปลงพื้นที่ เขาก็บอกเสมอว่าทำไมมีบางที่ได้ถังขยะใหม่ ได้ถังดับเพลิงใหม่ ได้นู้นได้นี้ ได้เบี้ยชุมชน แต่พวกเขาไม่เคยได้เลย” นายกิตติพงศ์เผย

นายกิตติพงศ์กล่าวว่า ถัดมาเรื่องเครื่องหาบหาม พอเกิดเหตุแล้วเครื่องหาบหามบางทีมันใหญ่เกินไป และมันต้องใช้คนแบก 2-4 คน กว่าจะเข้าถึงได้มันลำบาก พอถึงหน้างานแล้วหัวที่ใช้ฉีดพ่นน้ำ ‘หัวเจ๊ด’ เป็นหัวที่ไม่ได้มีการปรับแรงดัน มันต้องใช้คนอย่างต่ำ 2-3 คน ไม่อย่างนั้นคนที่ฉีดก็จะมีอันตราย
“เขาแซวกันกว่ามีก็เหมือนไม่มี ต้องเสียเวลามานั้งอบรมอีก แต่สถานีดับเพลิง (สดพ.) เขาเปลี่ยนมาใช้หัวแบบ ‘ฟ๊อกซ์’ ปรับน้ำได้หลายระดับและน้ำหนักเบาแล้ว ฝากถึงทางผู้บริหารว่า ถ้ามันมีปัญหาแบบนี้จริง เราจะสามารถปรับอะไรให้สามารถเอาหัวแบบนี้ มาใช้ประโยชน์รับมือกับเหตุเพลิงไหม้ในชุมชนได้หรือไม่” นายกิตติพงศ์ชี้
นายกิตติพงศ์กล่าวว่า ต่อมาเรื่องประปาหัวแดง ประชาชนเขาไม่รู้หรอกว่าอยู่ตรงไหน ประชาชนไม่รู้จัก Risk Map ซึ่งจะอภิปรายต่อไปในอาทิตย์หน้าว่า กทม.เรามีแอพพ์ ไลน์ต่างๆ เต็มไปหมด แต่ประชาชนยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำว่า ประปาหัวแดงใกล้เขาอยู่ไหน
นายกิตติพงศ์กล่าวต่อว่า เรื่องสุดท้าย สถานประกอบการหลายที่ยังไม่ให้ความร่วมมือ เช่น ถ้าเป็นตึกสูงก็ต้องเป็นสำนักงานโยธา ถ้าเป็นตึกเตี้ย เป็นโรงงาน เขาไม่ความร่วมมือ จะไปตรวจหรือไปคุยก็จะอิดออด แล้วระบบ Safety กทม.เรามีความเข้มงวดขนาดไหน

“เคยได้ยินเรื่องในอดีต ที่ปัจจุบันอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ว่า ถ้าไม่อยากให้เขตมายุ่งกับโรงงาน หรือ ร้านอาหารเราบ่อย เวลามีโต๊ะแชร์สนับสนุนก็ช่วยจ่ายหน่อย เวลาเขามาตรวจจะได้ไม่ค่อยเข้ม ประเด็นปัญหามันมักเกิดขึ้นตอนไฟไหม้ ทางหนีไฟ ระบบป้องกันอัคคีภันในโรงงานเป็นอย่างไรบ้าง
ฝากไปถึงฝ่ายบริหารว่าวันนี้เขาอาจจะเสียแค่โต๊ะละหมื่นบาท เพื่อไม่ให้ไปยุ่งกับเขา หรือ บางทีอาจจะเป็นบางสำนักที่อะลุ่มอล่วยหน่อย แต่พอเกิดปัญหาทีเป็นข่าว ส.ก.ในพื้นที่เหนื่อย ต้องมาตอบว่าถังแดงในพื้นที่ตรงนี้เคยมาตรวจหรือไม่” นายกิตติพงศ์ชี้
นายกิตติพงศ์กล่าวว่า กทม.ต้องมอบหมายทุกเขตให้ไปสำรวจทุกจุด ซึ่งตนได้ยินมาไม่รู้จริงเท็จอย่างไรว่า ส่วนใหญ่ที่เขาไปสำรวจแค่ชุมชน ไม่ได้สำรวจตามหมูบ้านเปิด อาคารพาณิชย์ ซึ่งบางพื้นที่ชุมชนมีไม่ถึง 30 เปอร์เซ็น แปลกว่าที่เหลือ 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ถูกสำรวจใช่หรือไม่
นายกิตติพงศ์กล่าวอีกว่า ชาวทุ่งครุก็ยังรอประปาหัวแดงที่หายไปอยู่ รวมถึงสถานีดับเพลิงทุ่งครุทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ยังมีห้องพักไม่เพียงพอ มันยังมีเรื่องแฟลตกทม.ที่จะคุยในวาระหน้า ที่ถ้าเจ้าหน้าที่อยู่ในสภาพที่ไม่พร้อม เราส่งนักสู้แบบไม่มีอาวุธ ตนก็คิดว่ามันไม่ถูกต้อง

ด้าน นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.เขตคลองสาน พรรคประชาธิปปัตย์ กล่าวว่า การซื้อถังดับเพลิงไม่จำเป็นต้องซื้อผ่านฝ่ายพัฒนาชุมชนเพียงอย่างเดียว ต้องให้ฝ่ายปกครองซื้อได้ด้วย ซื้อไปแล้วให้อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ไปเดินติด ไปชี้จุด 5 บ้าน 1 ถัง ทำให้เกิดประโยชน์ที่สุด ไม่ต้องไปกระจุกตัวอยู่ในชุมชนเพียงอย่างเดียว คนอื่นที่เขาเสียภาษีเหมือนกันก็อยากได้การคุ้มครองความปลอดภัยจากกรุงเทพมหานครเช่นกัน
นายสมชายกล่าวว่า ส่วนเรื่องประปาหัวแดงหน่วยงานราชการพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีเพียงพอ คือ การติดตั้งเพียงพอตนก็เชื่อ แต่จับใจความสำคัญได้ว่า ข้างนอกมี 1 หัว แต่ข้างในที่เกิดอัคคีภัยมี 1 หัว ข้างในใช้ไม่ได้เนื่องจากเป็นต้นเพลิง
“2 อันผมว่าพอนะ แรงดันน้ำพอถ้าเราสามารถเข้าไประงับเหตุได้ แต่ไฟไหม้ชุมชนไม่มีเครื่องสูบน้ำ สายดับเพลิง เปิดหัวแดงมามันก็ฉีดอะไรไม่ได้ นี่คือการตอบแบบขอไปทีว่ามีหัวแดงพียงพอ แต่หน้างานทีมงานผมไปดับเพลิงบอกว่า ประปาดับเพลิงมีหัวเดียวแล้วก็ไม่แรง เพราะพ่วงกันหลายสาย
แต่สิ่งที่ผมเห็นแล้วเขารายงานมาเลยว่า ใช้สายดับเพลิงจุ่มสายดับเพลิงลงไปในท่อระบายน้ำมาฉีดแทน อย่างนี้จึงเกิดคำว่าปะปาหัวแดง ไม่เพียงพอในการดับเพลิงในครั้งนี้ รวมทั้งซอยนี้แคบรถน้ำเข้าไปสนับสนุนลำบากอันนี้ผมเข้าใจ แต่เราต้องเปิดใจกว้างต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์” นายสมชายเผย

ขณะที่ น.ส.ปิยะวรรณ จระกา ส.ก.เขตสวนหลวง พรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมว่า ขอฝากประเด็นเรื่องการติดตั้งประปาหัวแดงในกรุงเทพมหานคร จะมีหัวประปาและหัวจ่ายน้ำตัว T ซึ่งจะอยู่ในบริเวณคับแคบ หรือ ชุมชน
“จากที่ได้ลงพื้นที่ชุมชนกับสถานีดับเพลิงพระโขนง กับ สถานีดับเพลิงหัวหมาก ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำริมคลอง มีสายดับเพลิงแบบหาบหามก็จริง แต่สายฉีดน้ำดับเพลิงมีความยาว 20-30 เมตรเท่านั้น ทำให้การเข้าถังการดับเพลิงในหล่งชุมชน ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถเข้าถึงได้ อยากฝากถามฝ่ายบริหารว่า ก่อนหน้านี้เราได้ยินว่ามีการเซ็น MOA ระหว่างกทม. กับ การประปานครหลวง ตอนนี้มีการดำเดินการถึงไหนแล้ว” น.ส.ปิยะวรรณชี้
น.ส.ปิยะวรรณกล่าวทิ้งท้ายว่า อีกหนึ่งเรื่อง คือ การที่บางเขตไม่มีสถานีดับเพลิง หรือ ไม่มีรถดับเพลิงที่เพียงพอ จะมีนโยบายหรือมาตการใด ที่จะทำให้ทางอปพร.เขาได้มียานพาหนะในการเข้าถึงดับเพลิง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ส.ก.ทุ่งครุ ลุกโวย สถานีดับเพลิงอยู่ ‘ชายขอบ’ ทำระงับเหตุล่าช้า ชี้ อุปกรณ์ขาดแคลนระดับวิกฤต
ส.ก.มุงเห็นใจ ‘อปพร.’ ได้ผลัดละ 200 ไม่พอครองชีพ เสี่ยงดับเพลิงยันจับงู-ยังต้องลงขันทำเตียงรถกู้ภัย
สภากทม.เดือด! ส.ก.รุมยำ จี้แก้ ‘ดับเพลิง’ ปธ.ประกาศถกใหญ่พุธหน้า 24 เม.ย.

