หน้าแรก ในประเทศ สุจิตต์ เปิด ...

สุจิตต์ เปิด 12 ขุมทรัพย์วัฒนธรรมอีสาน แนะเวที ISAN NEXT เอาไปใช้ กุ่ร้องให้ก้องโลก

19.12.24 | 16:11 น.

สุจิตต์ เปิด 12 ขุมทรัพย์วัฒนธรรมอีสาน แนะเวที ISAN NEXT เอาไปใช้ กุ่ร้องให้ก้องโลก 

เครือมติชน จับมือ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จัดใหญ่สัมมนา ISAN NEXT : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก ระดม 8 สปีกเกอร์ระดับท็อป 4 เซกชันชวนทอล์ก ผลักดันขุมทรัพย์อีสาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมไฮไลต์สุดพิเศษ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเวทีในช่วงท้ายงานสัมมนา มองอนาคตอีสาน โอกาสประเทศไทยด้วย

ล่าสุด (19 ธ.ค.) สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมน์นิสต์ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงเวทีสัมมนาดังกล่าวว่า อีสานมีขุมทรัพย์คับคั่งทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี และมานุษยวิทยาเกี่ยวกับชาวสยาม ที่เป็นบรรพชนต้นทางความเป็นไทย ทั้งอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (และในคลังพิพิธภัณฑ์ฯ) กระทรวงวัฒนธรรม และอยู่ในงานวิจัยของนักวิชาการไทยกับนานาชาติ อย่างในประเทศก้าวหน้าของโลกทางเศรษฐกิจ-การค้าและเทคโนโลยี เช่น ยุโรป, อเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ ฯลฯ ขุมทรัพย์วัฒนธรรมถูกใช้เป็นพลังสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งที่ผ่านมา วัฒนธรรมอีสานถูกด้อยค่าจากชนชั้นนำผู้ผลิตประวัติศาสตร์กระแสหลัก แล้วปกปิดสิ่งที่อีสานมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทยไว้

สุจิตต์ ยังแนะนำว่า เวที ISAN NEXT ควรมีกิจกรรมสำคัญ 2 เรื่อง (1.) ยกย่อง “คุณค่า” มรดกทางวัฒนธรรมที่มีมากในอีสาน และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ไทย (2.) เพิ่มพูน “มูลค่า” จากมรดกทางวัฒนธรรมที่มีมากในอีสาน และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ไทย โดยคุณค่า และมูลค่ามหาศาลของมรดกทางวัฒนธรรมอีสาน กระตุ้นให้เป็นที่รับรู้เบื้องต้นได้ด้วยการแบ่งปันเผยแพร่ต่อเนื่องสม่ำเสมอในข้อมูลความรู้ผ่านสื่อหลากหลาย รวมทั้งผ่านการเรียนการสอนทุกระดับและทุกระบบ (ในระบบและนอกระบบ) ที่ซื่อตรงต่อลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ทั้งนี้โดยไม่สร้างความเท็จเหมือน “สิบเอ็ดประตู” ของเมืองร้อยเอ็ด

ทั้งนี้ สุจิตต์ ยังได้เขียนยกตัวอย่าง 12 ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมอีสาน ให้เวที ISAN NEXT เอาไปใช้ กู่ร้องให้ก้องโลก ด้วย

Advertisement

(1.) ช้างล้านปีที่อีสาน ซึ่งเป็นต้นตระกูลช้างปัจจุบัน พบฟอสซิลช้างหลายล้านปีมาแล้วบริเวณลุ่มน้ำมูล

(2.) พญานาคมากที่สุดชุมนุมในอีสาน พบหลักฐานจากตำนานพระธาตุพนม (หนังสืออุรังคธาตุ) ว่าพญานาคจากที่ต่างๆ เข้าไปชุมนุมอยู่อีสานมากที่สุด

(3.) ประชากรหนาแน่นในอีสาน อยู่ทุ่งกุลาร้องไห้ ราว 2,500 ปีที่แล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 ดูจากหลักฐานการตั้งหลักแหล่งถิ่นฐาน พบเครื่องมือเครื่องใช้กระจัดกระจายทั่วทุ่งกุลาร้องไห้

(4.) เหล็กและเกลือสินเธาว์มากสุดในอีสาน อยู่ทุ่งกุลาร้องไห้ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1

เหล็กเป็น “โลหปฏิวัติโลก” กระตุ้นการค้าโลก เป็นเครื่องมือสกัดหินสร้างปราสาทและสลักลวดลายบนหินสร้างปราสาท

เกลือสินเธาว์เป็นอาหารและยารักษาโรคของคนทั่วอีสาน รวมทั้งประชาชนโตนเลสาบ (กัมพูชา) หลายพันปีมาแล้ว

(5.) โกศเก่าสุดใส่ศพและใส่อัฐิมีต้นทางจากอีสาน ตามประเพณีพิธีกรรมหลังความตายของไทยทุกวันนี้พบที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 หลักฐานอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

(6.) “สุวรรณภูมิ” ได้ชื่อจากทองแดงพบมากสุดในอีสาน ซึ่งมีแหล่งใหญ่มากของทองแดงอยู่ 2 ฝั่งโขง โดยเฉพาะอีสานเป็นแหล่งทองแดงสำคัญ และอีสานเป็นเส้นทางขนถ่ายทองแดงลงลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง เพื่อส่งขายอินเดียถึงกรีก-โรมัน

สุวรรณภูมิ หมายถึง ทองแดง (ไม่ใช่ทองคำ)

(7.)  เสมาหินมีถิ่นกำเนิดในอีสาน (ไม่มีในอินเดียและลังกา) ใช้ปักบอกเขตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีต้นตอจากหินตั้งในอีสาน เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 ก่อนศาสนาพุทธเข้าถึงอีสาน

(8.)  ชาวสยามดั้งเดิมเริ่มแรกอยู่อีสาน ราว 1,000 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นบรรพชนคนไทยสืบถึงทุกวันนี้

ชาวสยามดั้งเดิมเริ่มแรกเหล่านี้ ชำนาญปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหม (พบบันทึกในเอกสารจีน)

(9.)  ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มีคุณภาพเป็นเลิศ และมีกลิ่นหอมละมุนกรุ่นกำจายที่สุด มีแหล่งปลูกที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศ “เค็ม-แห้ง-แล้ง-ทราย” กระตุ้นความหอมที่สุดในโลก ขายดีทั่วโลกสร้างรายได้ให้ไทยมหาศาล

(10.)  โคลงสี่สุภาพมีต้นทางจากหมอลำอีสานและลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นฉันทลักษณ์ขับลำคำคล้องจองสองฝั่งโขงหลายพันปีมาแล้ว

(11.)  ขับเสภาและเทศน์มหาชาติ เล่นลูกคอและเสียงโหยหวนจับใจ มีต้นทางจากขับลำคำคล้องจองในอีสาน ตามประเพณีสองฝั่งโขง

(12.)  ข้าวเหนียว คนลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคใต้สมัยก่อน กินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักเหมือนคนอีสานและสองฝั่งโขง เพราะพบแกลบข้าวเหนียวในอิฐก่อสถูปเจดีย์สมัยทวารวดี เรือน พ.ศ.1000