หน้าแรก ในประเทศ กทม.เปิดแผนลึ...

กทม.เปิดแผนลึก ทลายขบวนการซ่อมรถบัสทิพย์ ผนึก 4 หน่วยงาน ยันเอาผิดถึงที่สุด

12.03.25 | 14:06 น.

กทม.เปิดแผนลึก ทลายขบวนการซ่อมรถบัสทิพย์ ผนึก 4 หน่วยงาน ยันเอาผิดถึงที่สุด เตือน ขรก.ใครโกงไม่พ้นสายตา

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการสืบสวนจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่กองการกีฬา กทม. จำนวน 7 ราย จัดจ้างซ่อมรถบัสทิพย์ว่า ได้รับมอบหมายจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้เป็นผู้ประสานงาน กองบังคับการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ป.ป.ป.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ผ่านมาได้มีการทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับข้าราชการของ กทม.ที่มีการทุจริต ประพฤติมิชอบ

พล.ต.อ.อดิศร์กล่าวว่า นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ สตง.ได้ทํางานเชิงรุกจึงทำให้เกิดการสืบสวนจับกุมดังกล่าว การตรวจสอบเอกสารของ สตง. ทําให้เรารู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ดังนั้น ในเรื่องของการให้ความร่วมมือ นอกเหนือจากการที่เราจะช่วยกันตรวจสอบแล้ว เรื่องการให้ข้อมูล เรื่องการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง จะพยายามเร่งรัดให้วิ่งตามเรื่องของคดีอาญาให้ทันตามคําแนะนําของ ป.ป.ท.

“สิ่งที่เราจะต้องทําต่อคือช่วยกันตรวจสอบแนวทางที่ สตง.ได้ใช้ เพราะเชื่อว่าในส่วนของข้าราชการเอง ไม่ได้ดูงานลึกแบบที่ สตง.ดู ดังนั้น การเป็นผู้ชํานาญการในลักษณะแบบนี้ก็เป็นการกระตุ้นเตือนแล้วก็สอนเราไปด้วยในตัว กรุงเทพมหานครเองก็ไม่อยากให้มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น คิดว่าตัวอย่างที่มีการดําเนินคดีผ่าน บก.ป.ป.ป.มา น่าจะเป็นบทเรียนให้กับเจ้าหน้าที่ของเราให้ ลด ละ เลิก ในสิ่งที่ตัวเองคุ้นชินกับการทํางานในลักษณะนี้มาก่อนเป็นระยะเวลานาน ขอให้หยุดการกระทำตั้งแต่วันนี้ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถรอดพ้นจากสายตา หรือการตรวจสอบของหน่วยตรวจสอบทั้ง 4 หน่วยนี้ได้ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครจะช่วยเป็นหูเป็นตาในระดับที่เรามีความสามารถเท่าที่จะทําได้

Advertisement

ต้องขอบคุณหน่วยงานทั้ง 4 หน่วยงาน ที่แจ้งเตือนเรามาโดยตลอด พร้อมทั้งให้เรามีโอกาสประสานความร่วมมือ โดย กทม.ยืนยันว่าจะพยายามตรวจสอบกันเองภายในถ้าทราบเรื่อง แต่ไม่ใช่จะทํากันเอง แต่จะทําหน้าที่ในการแจ้งให้หน่วยตรวจสอบเข้าดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป” พล.ต.อ.อดิศร์กล่าว

ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวสืบเนื่องจาก สตง.ตรวจสอบพบความผิดปกติของการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีการจ้างเหมาซ่อมแซมรถโดยสารปรับอากาศ ขนาด 45-50 ที่นั่ง จำนวน 5 คัน ในหน่วยงานราชการ สังกัดกองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร จึงดำเนินการตรวจสอบเอกสารพบว่าหน่วยราชการตั้งกล่าวมีการเบิกฎีกาจ้างเหมาซ่อมรถโดยสารดังกล่าว ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2565-2567 โดยไม่มีการส่งรถเข้าซ่อมจริง จำนวน 11 ครั้ง

โดยมีกลุ่มของผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุขออนุมัติจ้างซ่อม และทำการปลอมใบเสนอราคาของ บริษัทซ่อมรถทั้ง 5 คัน เพื่อจัดทำเอกสารเสนอราคากลางในการจ้างซ่อม แล้วดำเนินการอนุมัติงบประมาณ

สตง.จึงส่งเรื่องให้ ป.ป.ท.ดำเนินการ และมีการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในห้วงระหว่างปี พ.ศ.2565-2567 มีการจ้างเหมาซ่อมรถโดยสารดังกล่าว โดยที่ไม่มีการส่งรถเข้าซ่อมจริงอีก จำนวน 12 ครั้ง และกรุงเทพมหานครได้ตรวจพบการกระทำลักษณะเดียวกันอีก จำนวน 5 ครั้ง รวมจำนวนเงินที่กลุ่มผู้ต้องหาทำการเบิกจ่ายค่าซ่อมรถ โดยไม่มีการซ่อมจริง 28 ครั้ง หรือ 28 ฎีกาของการเบิกจ่ายงบประมาณ เป็นเงินที่มี การทุจริตทั้งสิ้น 2,790,748 บาท (สองล้านเจ็ดแสนเก้าหมื่นเจ็ดร้อยสี่สิบแปดบาท)

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 กรุงเทพมหานครได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ พงส.กก.1 บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทั้ง 7 คน จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตามหมายจับข้างต้น จนกระทั่งในวันที่ 12 มีนาคม 2568 ผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ได้ขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.1 บก.ปปป. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา และจับกุมผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ในการนี้เจ้าหน้าที่ทั้ง 7 ราย ถูกแจ้งข้อกล่าวหากระทำผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร ร่วมกันรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และร่วมกันรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (อนุ 1 และอนุ 4) และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83