ทส.สั่งเดินหน้าลุยตรวจสอบโรงงานไม้แปรรูปเมืองแปดริ้ว พบไม้ผิดกฎหมาย 600 ลบ.ม. มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท
จากกรณี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งติดตามกรณีขบวนการลักลอบค้าไม้ข้ามชาติ เปิดเผยว่า มีโทรศัพท์สายลึกลับอ้างตัวเป็นอดีตรอง ผบ.ตร. ฉายาจอมวันทา ข่มขู่เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยุติเกี่ยวกับคดีลอบค้าไม้เถื่อน ระหว่างการตรวจนับและจัดทำรายละเอียดบัญชีไม้ของกลางในโกดังแห่งหนึ่ง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา นั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มอบหมายให้นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ดำเนินการปราบปรามและป้องกันกลุ่มนายทุน ผู้มีอิทธิพล และเครือข่ายที่กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้มอบให้นายโกสิทธิ์ นิลรัตน์ ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า ประสานงานกับ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 สาขาปราจีนบุรี และศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง) กรมป่าไม้ ร่วมตรวจสอบ

กรณีได้รับการประสานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมการตรวจค้นเป็นไปตามหมายค้นศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ 15-16/2569 ลงวันที่ 14 ม.ค.2569 เข้าตรวจค้นบริษัทเอกชน 2 แห่ง ใน ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา (นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้) โดยมีผู้แทนบริษัทมาแสดงตัวเป็นผู้รับหมายและนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ
ผลการตรวจสอบพบไม้ท่อนและไม้แปรรูปจำนวนมาก ตรวจสอบเบื้องต้นมีปริมาตรประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท และพบเลื่อยโซ่กำลังไฟฟ้า 2 เครื่อง โดยไม้ท่อนมีลักษณะใหม่ ไม่มีรอยตราประทับของรัฐบาลที่หน้าตัดไม้ บางส่วนมีลักษณะเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างมาก่อน เช่น เสาบ้าน
ขณะที่ไม้แปรรูปมีลักษณะใหม่เช่นเดียวกัน แม้ผู้แทนบริษัทจะนำเอกสารใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักร และเอกสารแสดงการได้มาของไม้บางส่วนมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของไม้ทั้งหมดได้ว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คณะเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ประกอบมาตรา 73 และ 74 ฐานภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ มีไม้แปรรูปชนิดอื่นเป็นจำนวนเกิน 0.20 ลบ.ม. ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และกระทำผิดตามมาตรา 69 วรรค 1 (1), (2) ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้าม อันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และ พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 ประกอบมาตรา 17 ฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์
เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันตรวจยึดไม้ของกลางและเลื่อยโซ่ยนต์ พร้อมนำผู้ต้องหาส่ง สภ.แปลงยาว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่การตรวจนับไม้ของกลางยังไม่แล้วเสร็จ โดยไม้ของกลางจำนวนมากยังคงอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ และได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้ารักษาความปลอดภัยไว้ตลอดเวลา


