พม.- ปกค. ย้ำเดินหน้า Thailand TIP Zero 2030 ยกระดับการคุ้มครองผู้เสียหายยุคอาชญากรรมออนไลน์
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เปิดเผยว่า วันนี้ ตนได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (คณะกรรมการ ปกค.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ ปกค. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินการของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับแก่หน่วยงานของสหรัฐอเมริกา เพื่อประกอบการจัดทำรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) , การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานในคดีค้ามนุษย์และมาตรฐานการป้องกันและปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์และอาชญากรรมออนไลน์ และความคืบหน้าของโครงการพัฒนาระบบ Web Application “SHIELD” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและสนับสนุนการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์
นายนิกร กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีปัญหาคนไทยถูกหลอกลวงหรือชักชวนให้ลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน , การประสานงานระหว่างประเทศ , การสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน , การสนับสนุนบทบาทของอาสาสมัคร , การกำกับดูแลมาตรฐานสถานประกอบการ และการเยียวยาและการพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายกระทรวง พม. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ ปกค. เสนอแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างประเทศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้มีการหารือเพื่อนำเสนอแนวทาง มาตรการดำเนินงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ปกค. ในคราวต่อไป อีกทั้ง ที่ประชุมได้มีข้อสั่งการเพิ่มเติม กำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการ ปกค. ทุก 2 เดือน เพื่อจะได้มีการติดตามการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
นายนิกร กล่าวว่า สถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังคงมีลักษณะเป็นทั้งประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่าน และประเทศปลายทาง โดยในฐานะประเทศต้นทาง ยังคงพบกรณีคนไทยถูกหลอกลวงหรือชักชวนไปทำงานในต่างประเทศและตกเป็นเหยื่อของการแสวงประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการถูกบังคับให้กระทำความผิดในขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ ขณะที่ในฐานะประเทศทางผ่าน ยังพบการเคลื่อนย้ายบุคคลจากประเทศต่าง ๆ ผ่านประเทศไทยไปยังประเทศที่สาม และในฐานะประเทศปลายทาง ยังคงมีผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับบางส่วนถูกแสวงประโยชน์ในประเทศไทย แม้แนวโน้มสถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม
สำหรับปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ดำเนินการคัดกรองบุคคลผ่านกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism : NRM) กว่า 14,000 คน พบผู้ที่อาจเข้าข่ายเป็นผู้เสียหายจากการบังคับให้กระทำความผิด (Forced Criminality) จำนวน 4,407 คน จาก 46 สัญชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการค้ามนุษย์ในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงผ่านเทคโนโลยี และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบคัดกรอง , การระบุตัวตนผู้เสียหาย , การคุ้มครองช่วยเหลือ และการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (Victim-Centered Approach) และหลักไม่ลงโทษผู้เสียหายจากการกระทำที่เกิดขึ้นภายใต้การบังคับหรือการแสวงประโยชน์ (Non-Punishment Principle) เพื่อให้ผู้เสียหายทุกคนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือ การฟื้นฟู และการคุ้มครองสิทธิได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
นายนิกร กล่าวต่อไปว่า การค้ามนุษย์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแสวงประโยชน์ทางเพศหรือแรงงานบังคับเท่านั้น แต่ได้ขยายตัวไปสู่การบังคับให้กระทำความผิดผ่านอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบคัดกรองการระบุตัวตนผู้เสียหายการคุ้มครองช่วยเหลือและการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (Victim-Centered Approach) และหลักไม่ลงโทษผู้เสียหายจากการกระทำที่เกิดขึ้นภายใต้การบังคับหรือการแสวงประโยชน์ (Non-Punishment Principle) เพื่อให้ผู้เสียหายทุกคนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือ การฟื้นฟู และการคุ้มครองสิทธิได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัยและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. พร้อมเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กระทรวง พม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “Thailand TIP Zero 2030” เพื่อเป็นเป้าหมายร่วมของประเทศในการสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ ลดความเสี่ยงจากการค้ามนุษย์ให้เหลือน้อยที่สุด ส่งเสริมการเฝ้าระวังและการเข้าถึงความช่วยเหลือของผู้เสียหายอย่างทั่วถึง และยกระดับความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อป้องกัน ปราบปราม และคุ้มครองผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ประเทศไทยที่ปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน




