ฝ่าวิกฤตความเสี่ยงการคลัง 2568 ทำไมไทยต้องเร่งปฏิรูป ภาษียาสูบอัตราเดียว เพื่อความมั่นคง
สัญญาณเตือนภัยทางการคลังของประเทศไทยเริ่มดังขึ้นอย่างชัดเจนในรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งสะท้อนภาพสถานการณ์ที่ตึงตัวต่อเนื่องและเริ่มส่งผลกระทบเชิงลบในมิติที่จับต้องได้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือบางแห่งเริ่มปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือในอนาคตของไทยลงเป็นเชิงลบ แม้จะยังคงอยู่ในเกณฑ์น่าลงทุนก็ตามความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งคำเตือนโดยตรงว่า หากรัฐบาลยังไม่มีแผนการปรับสมดุลทางการคลังที่ชัดเจน ไทยอาจเผชิญกับการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนลดทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หัวใจของความเสี่ยงที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดคือการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะหนี้สาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปถึง 61,245 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.1 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ประมาณร้อยละ 0.3 – 0.7 ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยรุมเร้าจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และราคาพลังงานที่ผันผวน สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนให้รัฐบาลต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายขาดดุลในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันลากยาวมาเป็นไตรมาสที่ 18 แล้ว เมื่อรายได้ของดุลการคลังน้อยกว่ารายจ่าย ย่อมหมายความว่ารัฐบาลกำลังขาดสภาพคล่องและขาดความยืดหยุ่นในการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
เมื่อมองลึกลงไปในโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ จะพบความจริงที่น่ากังวลว่า ความสามารถในการจัดเก็บรายได้รวมภาครัฐของไทยยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) อยู่ประมาณร้อยละ 5 ต่อ GDP ซึ่งในระยะยาว รัฐจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบภาครัฐ ควบคู่ไปกับการปรับสมดุลทางการคลัง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้ให้ทัดเทียมสากล สำหรับรองรับแรงกดดันด้านรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น จากรายงานปี 2568 ฉบับนี้พบว่าปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งที่ฉุดรั้งรายได้รัฐบาลมาจากกลุ่มภาษีสรรพสามิตด้านสุขภาพ ซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 1.19 ต่อ GDP แต่กลับมีการจัดเก็บได้ลดลงถึงร้อยละ 4.57 โดยมีตลาดยาสูบเป็นตัวแปรหลัก ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังแก้ไม่หายมาหลายปี
โดยมีสาเหตุสำคัญจาก 1.ภาษียาสูบ ได้รับผลกระทบจากปริมาณการบริโภคยาสูบที่ชำระภาษีที่ลดลงต่อเนื่องหลังจากมีการปรับโครงสร้างภาษี 2.ภาษีเบียร์และสุรา ได้รับผลกระทบจากการบริโภค ที่น้อยลงตามกำลังซื้อของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และ 3.ภาษีเครื่องดื่ม ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่แท้จริงที่ลดลงจากการปรับปรุงสูตรการผลิตเครื่องดื่มของผู้ประกอบการ
รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า ตลาดยาสูบมีผลการจัดเก็บภาษียาสูบแสดงแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตลอดในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาหลังมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษียาสูบมาใช้แบบ 2 อัตราในเดือนกันยายน 2560 ที่แม้จะทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการบางส่วนได้ปรับกลยุทธ์ด้านราคาให้ถูกลงเพื่อบริหารภาษี ประกอบกับการบริโภคยาสูบผิดกฎหมายที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ปริมาณยาสูบที่ชำระภาษีในปีงบประมาณ 2568 ลดลงร้อยละ 46และส่งผลให้การจัดเก็บภาษียาสูบ ลดลงร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2560
นี่คือข้อเท็จจริงที่สำคัญที่ปรากฏเป็นการทั่วไปว่าภายหลังการปรับโครงสร้างภาษียาสูบเป็นแบบ 2 อัตราในปี 2560 การจัดเก็บรายได้ของสรรพสามิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยจัดเก็บได้ราว 6.8 หมื่นล้านบาทในปี 2560 เหลือเพียง 4.7 หมื่นล้านบาทในปี 2568 หายไปปีละกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท โดยมีการกำหนดให้การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นหนึ่งในมาตรการเพิ่มรายได้ในปีงบประมาณ 2570 ตามที่ระบุไว้ในแผนการคลังฉบับล่าสุด
อย่างไรก็ดี เรื่องการปรับโครงสร้างบุหรี่เป็นเรื่องที่มีการศึกษาและคุยกันมานานแล้ว แต่ขาดความกล้าในการตัดสินใจทางการเมือง จึงขึ้นกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่ ตามที่รายงานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ความสำเร็จของการรักษาเสถียรภาพทางการคลังยังคงขึ้นอยู่กับการบังคับใช้แผนการบริหารจัดการด้านการคลังที่ได้กำหนดไว้ดังนั้น การเร่งแก้ไขปัญหาการจัดเก็บรายได้สรรพสามิตกลุ่มสุขภาพ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่มีความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องการให้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานโยบายที่ผิดพลาดและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการดำเนินมาตรการรายได้ตามแผนการคลังที่ไม่ยังไม่มีการดำเนินการอะไรที่เป็นรูปธรรมแม้จะมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมากว่า 3 เดือนแล้ว




