เมื่อวันที่ 2 กันยายน เวลา 11.00น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายวิศณุ ทรัพย์สมพล, นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์, น.ส. ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง ร่วมแถลงข่าวกรณีดาต้าเซนเตอร์
ในตอนหนึ่ง ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการมีดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางเมือง หรือแหล่งชุมชนว่ามีความจำเป็นหรือไม่?
นายชัชชาติ ตอบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ มีหลายรูปแบบ การอยู่ในเมืองมีข้อดีคือการมีโครงสร้างพื้นฐานดี
“หัวใจอันหนึ่งคือ ในเมืองมีข้อดี คือมันมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น มีตัว Fiber Optic ถามว่าทำไมถึงอยู่แถวพระราม 9 เพราะว่าพระราม 9 มี Fiber Optic เยอะ ยิ่งอยู่ใกล้แหล่งข้อมูลและคนใช้ข้อมูลต่างๆจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น พอมันอยู่ใกล้ อิเล็กตรอนต่างๆ มันเดินทางสั้นลง กรุงเทพฯ มีความมั่นคง มีความเสถียร มีระบบไฟระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่ใกล้ๆ มาเซอร์วิสได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง เกตเวย์ต่างๆของอินเตอร์เน็ตของทั่วโลกมาเชื่อมในกรุงเทพ มันก็ทำให้การเชื่อมโยงง่ายขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อไปถึงความกังวลของประชาชนในเรื่องคลื่นความร้อนหรือรังสี ว่าจะส่งผลกระทบการใช้ชีวิตหรือไม่
นายชัชชาติ ตอบว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่าผลอย่างไร แค่ไหน แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้รับข้อร้องเรียนเรื่องผลของความร้อน ส่วนจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ เดิมเป็นส่วนของบริษัท ซึ่งไม่ได้มีการขออนุญาตต่างหาก กทม.เองก็มีศูนย์คอมพิวเตอร์เราที่เป็นคลาวด์
“เวลาขอก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาคาร และเวลา EIA มันก็อยู่ในกระบวนการ EIA ของตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นข้อมูลพวกนี้เราไม่ได้มีการขอเป็นทางการแยกต่างหาก มันอยู่ในขบวนการที่ขออาคารทั้งหมดเป็นการประกอบการ ถ้าดูจากข้างนอกเขาบอกว่า 30-40แห่ง อันนี้ก็โฆษณาอยู่ว่าการให้บริการมันเปิดมาเป็น 10ปีก็มีที่ขอเป็นสแตนอโลนที่แยกจริงๆมีอยู่ 6 แห่ง ที่ขอสแตนอโลนขนาดใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในส่วนหนึ่งของอาคารที่แยก มันก็สอดคล้องกับรูปแบบของเทคโนโลยีที่ตอนนี้ เค้าจะทำเป็นสแตนอโลนเยอะขึ้น
ส่วนเรื่องน้ำมันอันนี้ก็ต้องดูเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัย อันนี้ส่วนตัวผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า กฎหมายกำหนดไว้ 5 แสน กฎหมายที่ผ่านมาเป็น 10 ปี อนุญาต 5 แสนลิตร แสดงว่ากฎหมายตอนที่เขาออกมา เขาก็ต้อง มั่นใจว่า 5 แสนลิตร มาตรฐานสามารถดูแลได้เข้มข้น เหมือนกับที่เรามีปั๊มน้ำมันตั้งอยู่ที่ชุมชน ต่างๆ อันนั้นมันก็เป็นแสนลิตร เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีมาตรฐานที่ทำให้ทางหน่วยราชการมั่นใจได้ ว่ามีความปลอดภัย” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า ต้องฝากทางกระทรวงพลังงานตรวจเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนไว้ใจ ตราบใดที่ประชาชนยังไม่สบายใจก็ต้องทำให้เขามั่นใจให้ได้ ส่วนเรื่องกลิ่นนี้ต้องไปดูว่าต้นเหตุมาจากไหน
ด้าน น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ส่วนของพระราม9 ยังไม่ได้ยืนยันได้รับการอนุญาต หากมีกลิ่นหรือมีการลักลอบประกอบกิจการ ตัวของเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานจะลงตรวจสอบ และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างสูงสุด โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท กรณีที่มีการลักลอบประกอบกิจการ โดยเฉพาะในเรื่องของคลังน้ำมัน
“ที่ผู้ว่าฯ บอกว่า เราจะมีการสแกนตรวจปูพรมทั้งพื้นที่ ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน และหน่วยงานในท้องถิ่น คือกทม.ด้วยว่าก็ต้อง บูรณาการความร่วมมือ ในการที่จะบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน ในส่วนของคลังน้ำมัน ถังน้ำมัน เป็นส่วนหนึ่ง แต่การลักลอบประกอบกิจการอย่างอื่น เช่นเรื่องของสิ่งแวดล้อม มลภาวะเรื่องเสียงเรื่องกลิ่น ก็ต้องใช้กฎหมายและส่วนของท้องถิ่นด้วย” น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าว
จากนั้น นายชัชชาติ กล่าวเสริมว่า สำหรับกรณีรามคําแหง เข้าใจว่าขออนุญาตไม่ถึง 400,000 แสนลิตร แต่ขออนุญาต 200,000 แสน ซึ่งได้ใบอนุญาตไป 1 ใบแล้ว
ต่อมา ผู้สื่อข่าวยังสอบถามถึงประเด็นโซนนิ่งและเกณฑ์น้ำมัน 500,000 แสนลิตร ว่าหากมีการเลี่ยงกฎหมายเป็น 489,000 ลิตร หรือใกล้เคียง ถือว่าเข้าข่ายอันตรายหรือไม่ นายชัชชาติ ตอบว่า ต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายกำหนด และอาจถึงเวลาต้องทบทวน

“ถ้ากฎหมายกำหนด 500,000 ลิตร แสดงว่าเขาต้องมีตัวเผื่อพอสมควร แต่ถ้าเยอะไป ก็คงต้องทบทวนเรื่องกฎหมายอีกครั้ง ต้องฝากทางกระทรวงพลังงานไปทบทวน ว่าสรุปแล้วมันควรจะเป็น 500,000 หรือเป็น 300,000 หรือจะเป็น 200,000 อันนี้มันก็เป็นเทคนิคที่อาจจะถึงเวลาที่ต้องมาทบทวนแล้ว ซึ่งยินดีเลย ถ้ามันน้อยกว่าก็ขอเป็นตัวเลขที่ชัดเจน ผู้ปฏิบัติจะได้ทำงานได้ตรง ส่วนเรื่องโซนนิ่งก็ไม่ได้มีข้อจำกัด แต่ถ้ามีคุยกับผังเมืองแล้ว มีโซนไหนที่ห้ามทำ ผมว่าเราก็เพิ่มได้เลย ตอนนี้ผังเมืองกำลังปรับปรุงอยู่พอดีเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเพิ่มนิยามใหม่เข้าไป หรือว่ามีข้อกำหนดอะไรเพิ่มเติม” นายชัชชาติ กล่าว
ด้านนางสาวฐิติภัสร์ กล่าวเสริมว่า ในส่วนของคลังน้ำมันอย่างที่เรียนว่า ระบบที่ตรวจสอบเร็วๆยังไม่ถึงตามจำนวนที่ประชาชนได้ให้ความเป็นกังวล
“เดี๋ยวจะลงไปตรวจสอบทั้งหมดถัามีการเก็บเกินหรือว่าเก็บโดยไม่ได้รับอนุญาตผิดกฎหมายก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนที่นำเรียนไว้ตั้งเเต่เบื้องต้น ตั้งเเต่ท่านรัฐมนตรีเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เข้ามายังไม่มีออกใบอนุญาตให้มีการทำคลังน้ำมันสำรอง เพื่อการปั่นไฟฉุกเฉิน สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นนโยบายตอนนี้ระงับหมดเป็นทางแนวเดียวกันกับท่านผู้ว่าฯ ว่าจะยังไม่ออกใบอนุญาต ซึ่งตอนนี้ทางบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์จะมีการประชุมในเร็วๆนี้ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ รวมถึงการทบทวนการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด” น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าว

ด้านนายชัชชาติ กล่าวว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชิญประชุมวันศุกร์นี้ เชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตราการออกมา ซึ่งจะสร้างความชัดเจนให้พี่น้องประชาชนที่มีข้อกังวล รวมถึงบริษัทต่างๆที่มีการลงทุน
“ผมว่าดาต้าเซ็นเตอร์ก็เป็นส่วนที่เป็นการพัฒนาด้านเทคโนโลยี แต่ก็ต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของเมือง ของพี่น้องประชาชนด้วย ทำงานไปด้วยกันถ้าไม่เหมาะสมก็ต้องไปอยู่ที่อื่นที่ไม่สร้างความเดือดร้อน แต่ปัจจุบันก็ต้องดูระเบียบให้มัน อัปเดตและทันสมัยมากขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า ไม่ปฏิเสธว่ากฎหมายมีช่องโหว่อยู่ ซึ่งที่ผ่านมาดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในส่วนของบริษัทมานานแล้วแต่เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไป โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์สแตนอโลนมากขึ้น
“กฎหมายก็ยังมีช่องโหว่อยู่จะเป็นออฟฟิศมันก็ไม่ใช่ออฟฟิศ เพราะไม่ได้มีคนทำงาน ผมว่ามันก็เป็นเวลาที่ดีแล้วต้องปรับทางให้มันทันสมัยแล้วก็สอดคล้องกับ บริบทโลกมากขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความรับผิดชอบหากเกิดเหตุฉุกเฉิน นายชัชชาติตอบว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเองตามรูปแบบอำนาจ
“ผมว่าเหตุฉุกเฉิกใครรับผิดชอบก็รับผิดชอบเลย ยกตัวอย่างเช่นคลังน้ำมัน ถ้ากรมธุรกิจพลังงานไปดูแล้วมีปัญหาก็คือหยุด การไฟฟ้าถ้ามีผลกับประชาชนก็หยุดการประปาปล่อยน้ำเสียกทม.ก็ต้องดูการก่อสร้างผิดกฎหมายทุกคนก็ต้องดู แต่เผอิญรูปแบบมันเป็น Fragment แต่ทุกคนมีความรับผิดชอบอยู่แล้ว ถ้าเกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนก็ต้องรับผิดชอบปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วแต่ละส่วน แต่ต่อไปถ้าเป็นภาพรวมขึ้นมันก็จะเห็นเป็นภาพรวมได้ดีขึ้น ทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองตามรูปแบบอำนาจที่มี แต่ผมว่าพอเราเปลี่ยนไปก็เชื่อว่าจะมีการรวมศูนย์ และเห็นภาพรวมมากขึ้น ความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน ต้องมีการดูแลอยู่แล้ว ก็ต้องดูแยกแต่ละส่วน ไม่ได้ถูกละเลย อย่างเช่นการไฟฟ้าก็ต้องขออนุญาตการไฟฟ้า ประปาก็ต้องขอประปา เพื่อจะไม่ให้เดือดร้อนประชาชน น้ำมันก็ต้องมีมาตรฐานว่าจะทำอันนี้ อย่างก่อสร้างอาคาร ก็ต้องรู้ว่ามีระยะเว้นระยะลดอะไรหรือเปล่า ในภาพรวมปัจจุบันมันดูแยกแต่ทุกคนก็ต้องมีหน้าที่ที่รับผิดชอบร่วมกันถูกไหม พอเราพูดก็อาจจะกังวล แต่เราก็มีความรับผิดชอบในทุกหน่วยงาน แต่อนาคตพอเปลี่ยนเราอาจจะมีมิติใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น เรามี EIA แต่ปัจจุบัน EIA ยังไม่ได้ทำอยากจะต้องมาเดี๋ยวต้องมาดูบทเรียน EIA จากที่อื่น ผมว่าก็เชื่อเป็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก“ นายชัชชาติ กล่าว




