100 ปี ‘ราชบัณฑิตยสภา’ ประกาศเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ขอคนรุ่นใหม่สืบสานรากภาษา แต่สื่อสารโลกได้ เปิดเวทีดึงผู้เชี่ยวชาญหลายศาสตร์ เดินหน้าสร้าง ‘สมุดปกขาว’ เปลี่ยนความรู้ สู่ข้อเสนอต่อรัฐบาล – ด้าน ท่านผู้หญิงวิวรรณ ทายาท ‘พระองค์วรรณ’ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์ เผย ท่านพ่อรักภาษาไทย จนวาระสุดท้ายของชีวิต
เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบ 100 ปี ราชบัณฑิตยสภา จัดงานประชุมวิชาการครั้งยิ่งใหญ่ เรื่อง ‘ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี’ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสมาชิกทั้ง 3 สำนัก ได้แก่ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง สำนักวิทยาศาสตร์ และสำนักศิลปกรรม พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการสู่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 4-6 กันยายนนี้
โดยงานในวันนี้ตรงกับวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์ อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน จึงได้จัด ‘งานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ฯ‘ พร้อมกันในโอกาสนี้ โดยในช่วงต้นผู้เข้าร่วมงานได้ยืนสงบนิ่ง เพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระเกียรติประวัติและพระกรณียกิจอันทรงคุณค่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานมีการแจกหนังสือ ‘การรับคำภาษาอื่นมาใช้ในภาษาไทย’ ข้อคิดจาก วิทยทัศน์พระองค์วรรณฯ ครบ 110 ปี วันประสูติ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ 25 สิงหาคม 2544 โดย กาญจนา นาคสกุล โดยการเสวนาวันนี้มุ่งเน้นเปิดพื้นที่ทางปัญญา ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ คนรุ่นใหม่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคส่วนต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และมุมมอง เพื่อร่วมกันมองอนาคตประเทศไทยในประเด็นสำคัญ 10 ประการ

โดยกระบวนการจัดทำข้อเสนอเริ่มจากการจัดทำ Concept Paper โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนเปิดพื้นที่ให้ผู้เกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แล้วนำมาสังเคราะห์จัดทำเป็น ‘สมุดปกขาว’ เพื่อเสนอต่อรัฐบาลและสังคม ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ประกอบด้วยความรู้ หลักฐาน และมุมมองจากหลายมิติ มีเป้าหมายสำคัญคือการ
‘เปลี่ยนความรู้’ ให้เป็น ‘การเปลี่ยนแปลง’ รวมทั้งเตรียมเปลี่ยนบทบาทราชบัณฑิตยสภา ให้พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยพัฒนาคลังความรู้ของชาติให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
บรรยากาศเวลา 09.15 น. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา และ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ทายาทพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สุรพลกล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ 5 กันยายน 2569 เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ปีที่ 50 ของพระองค์เจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เราไม่ได้มาพบกันเพียงเพื่อรำลึกถึงพระองค์ในฐานะบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย หากแต่เพื่อย้อนมองสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ และถามตนเองว่า ‘เราจะนำมรดกทางปัญญาที่ ทรงวางรากฐานไว้ ไปสร้างอนาคตของประเทศได้อย่างไร’?

ในนามของราชบัณฑิตยสภา มีความยินดียิ่ง ที่ได้ต้อนรับท่านผู้หญิงวิวรรณ พระธิดาฯ และสมาชิกราชสกุลวรรรณทุกท่านด้วยความเคารพยิ่ง การที่มาร่วมงานในวันนี้ ไมาเพียงเป็นการให้เกียรติการประชุมแล้ว หากยังเป็นสะพานเชื่อมอดีต กับอนาคต
“ทรงเป็นบุคคลสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของประเทศ ทรงเป็นทั้งนักปราชญ์ นักการทูต นักภาษา นักเขียน และนักวิชาการผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล แต่หากเราจะหาคำหนึ่งมาอธิบาย ผมว่าคำที่เหมาะสมที่สุดคือ ‘ปัญญา’
พระองค์ทรงเป็นราชบัณฑิตรุ่นแรก และทรงดำรงตำแหน่ง นายกราชบัณฑิตยสถาน ระหว่าง พ.ศ.2477-2490 และ พ.ศ.2512-2518 ทรงมีบทบาทสำคัญในการบัญญัติศัพท์ จัดทำภาษาต่างประเทศให้เป็นภาษาไทย โดยศัพท์บัญญัติที่ทรงคิดและยังนิยมใช้ในปัจจุบันมีจำนวนมาก เช่น ราชอาณาจักร โทรทัศน์ รัฐธรรมนูญ วัฒนธรรม ธนาคาร อุตสาหกรรม ทฤษฎี”
“อย่างไรก็ดีทรงตระหนักอย่างดีว่า ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ว่า
‘ภาษาไทยกำลังขยายตัว ฉะนั้นจะหวังว่าให้คำต่างๆ ที่นำมา หรือที่ออกแบบมา จะมีการใช้ หรือมีความหมายแน่นนอนตายตัวไม่ได้ จะต้องปล่อยให้เป็นไปเป็นธรรมชาติ แล้วดูว่าคำไหนติด หรือไม่ติดอย่างไร คำที่ไม่ติดก็จะตายไปเอง คำที่ติดก็จะนำมาใช้กันต่อ และเก็บไว้ในพจนานุกรม โดยให้นิยามความหมายไว้ด้วย’ ”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สุรพลกล่าวต่อว่า คุณูปการของพระองค์ ต่อราชบัณฑิตยสภา นอกเหนือจากการบัญญัติศัพท์อื่นๆ ยังมีการ ชำระปทานุกรม เพื่อจัดพิมพ์พจนานุกรม ฉบับแรก (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493)
พระปรีชาสามารถ มิได้จำกัดอยู่ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง หากแต่เป็นการเชื่อมโยงภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การต่างประเทศ และความรู้สมัยใหม่ ทรงแสดงให้เห็นว่าความเป็นไทย กับความเป็นสากล มิได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน ตรงกันข้ามไทยจะสามารถยืนอยู่บนประชาคมโลกได้อย่างสง่างาม ก็ต่อเมื่อเรามีความเข้าใจในรากเหง้าของตนเอง และในขณะเดียวกันก็สามารถเรียนรู้ในประชาคมโลกได้
“โลกที่พระองค์วรรณ ทรงดำเนินชีวิต และทรงสร้างผลงานนั้น เป็นโลกที่ความรู้ต้องอาศัยการอ่าน การค้นคว้า การจดจำ การเดินทางและการพบปะบุคคล ในวันนี้โลได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากและรวดเร็ว กำลังเข้าสู่ ‘ยุคปัญญาประดิษฐ์’ เราสามารถเข้าถึงและประมวลความรู้ในจำนวนมหาศาลได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
AI สามารถแปลภาษา วิเคราะห์เอกสาร สรุปองค์ความรู้ สร้างข้อความ และกำลังเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์เรียนรู้ ทำงาน และสื่อสารกัน คำถามสำคัญมากกว่านั้นคือ เมื่อ AI มีความสามารถมากขึ้น มนุษย์จะใช้ปัญญาของตนเองอย่างไร” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สุรพล กล่าว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สุรพลกล่าวต่อว่า ในยุคที่ AI มีบทบาทอย่างมากนี้ เราต้องก้าวจากสังคมแห่งการเรียนรู้ ไปสู่ ‘สังคมแห่งปัญญา’จากสังคมที่มีข้อมูลมาก ไปสู่ของสังคมที่รู้ว่า ข้อมูลนี้จริงหรือไม่จริง ควรเชื่อหรือไม่
การประชุมครั้งนี้ เป็นการนำเอาอดีตมาสนทนา เพื่อสร้างอนาคต โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญหลายศาสตร์ มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อก้าวไปอีกขั้น ว่าสิ่งที่ทรงทำได้บอกและให้อะไรแก่สังคมไทยในวันข้างหน้า
ปณิธานของพระองค์วรรณ ในอีก 100 ปีข้างหน้า คือการรักษาแก่นของเจตนารมณ์ และนำแก่นนั้นมาสร้างสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง อย่างน้อยมี 3 ประการที่เราจะต้องสืบสาน คือ
1.สืบสานความเป็นเลิศทางปัญญา
พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า ประเทศขนาดเล็กอย่างประเทศไทยสามารถมีบทบาทในเวทีโลกได้ หากมีแบบบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีความคิดที่ก้าวไกล จะต้องเป็นคนที่คิดเป็น วิเคราะห์เป็น และสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้
2.สืบสานความเป็นไทยที่เปิดกว้างกับโลก
พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างของการนำความรู้และภูมิปัญญาไทยออกไปสู่เวทีสากล และนำความรู้จากโลก กลับมาเป็นประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย
เราต้องมีรากที่มั่นคงและมีปีกที่กว้างไกล รู้จักตัวตน แต่ไม่ปิดตัวเองจากโลก เราต้องอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมไทย แต่ก็สามารถที่จะสื่อสารกับโลกได้
3.การสืบสานการให้ปัญญาควบคู่กับคุณธรรม
ปัญญาประดิษฐ์ อาจตอบคำถามได้เร็ว แต่ไม่สามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ บอกไม่ได้ว่าอะไรถูกหรือผิด อะไรควรทำหรือไม่ควร และอะไรจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ดังนั้นในยุคที่เทคโนโลยีฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจำเป็นที่ต้องทำให้คุณธรรมของมนุษย์ เติบโตไปพร้อมกับความสามารถของเทคโนโลยีด้วย
“ ขอให้การประชุมครั้งนี้เป็นทั้งการแสดงความกตัญญู การแลกเปลี่ยนปัญญา และร่วมกันออกแบบอนาคต ขอให้พระเกียรติคุณและพระปรีชาสามารถของพระองค์วรรณ นั้น เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่รักการเรียนรู้ กล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และใช้ปัญญาเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ให้กลายเป็นองค์ความรู้ งานวิจัยใหม่และแรงบันดาลใจใหม่เพื่อสืบสานพระปณิธานของพระองค์วรรณ ให้คงอยู่ตลอดไป” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สุรพล กล่าว

ด้าน ท่านผู้หญิงวิวรรณ ทายาทพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรฯ กล่าวว่า ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก ที่ท่านายกฯ และราชบัญทิตยสภา ยังคงรำลึกถึงท่านพ่อตลอดมา 50 ปีที่ผ่านนี้ จึงขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกท่าน ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมในการประชุมในวันนี้
ในนามทายาทของท่านพ่อ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสให้มาร่วมกล่าวต้อนรับในงานประชุมวิชาการครั้งสำคัญนี้ ดิฉันขอกล่าวต้อนรับทุกท่านด้วยคำที่ท่านพ่อได้ทรงคิดและใช้เป็นประจำคือ ‘ขอต้อนรับด้วยน้ำใจไมตรีจากใจจริง’
“ด้วยความมุ่งมั่นและใส่พระทัยในการทรงงานด้านนี้ ท่านพ่อทรงมีความรักในงานนี้ตลอดพระชนมชีพ และท่านทรงได้รับตำแหน่ง เป็น ‘นายกราชบัณฑิตยสภา รุ่นแรก’ และกลับมาแรงงานในตำแหน่งจนกระทั่งวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ
ท่านได้ไปร่วมประชุมที่ราชบัณฑิตยสภา หลังจากนั้นทรงประชวรที่ห้องประชุม มีการนำท่านเข้าโรงพยาบาล หลังจากนั้นไม่นานก็สิ้นพระชนม์ แสดงว่าพระทัยท่านนั้นอยู่กับราชบัณฑิตยสภา จนวาระสุดท้าย” ท่านผู้หญิงวิวรรณ กล่าว
ท่านผู้หญิงวิวรรณกล่าวต่อว่า ในวันประสูติครบ 125 ชันษา ราชบัณฑิตยสภา ได้เสนอให้พระองค์ท่านเป็น ‘พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์’ นับเป็นการรำลึกถึงพระองค์ท่านด้วยเกียรติสูงสุด
และในวันนี้ ราชบัณฑิตยสภา ก็ยังสานต่อการถวายพระเกียรติคุณ ด้วยการจัดให้มีการบรรยายพิเศษและเสวนาทางวิชาการ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านภาษาและบัญญัติศัพท์ อันเป็นการเผยแพร่ผลงานของท่านพ่อ และสืบสานมรดกทางวิชาการให้แก่คนรุ่นใหม่

“ดิฉันขอแสดงความชื่นชมและขอขอบคุณทุกท่าน ตลอดจนท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมกันจัดงานในวันนี้ ถึงแม้ท่านได้ทรงจากไป 50 ปีแล้ว แต่หากมีญาณวิถีใดที่ท่านพ่อทรงทราบได้ คงทรงปลื้มปิติ และทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ราชบัณฑิตสภา ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 2 ด้วยความเจริญก้าวหน้า ในการรักษาเอกลักษณ์และคุณค่า ของภาษาไทย และวรรณคดีไทย
เพื่อสืบสานพระประธาน ในยุคของความเปลี่ยนแปลงทางวิทยการ โดยมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ และปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาท”
“ดิฉันขออำนวยพรให้การจัดงานประชุมวิชาการและงานรำลึกพระเกียรติคุณท่านพ่อในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ก่อให้เกิดความรู้ แรงบันดาลใจใหม่ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ ภาษา และสังคมสืบไป
ดังที่ท่านพ่อทรงรับสั่งอยู่เสมอว่า
“ขอให้เรารักภาษาไทย รักวรรณคดีไทย รักโดยชอบ รักโดยรู้ และรักโดยรัก” ท่านผู้หญิงวิวรรณกล่าวทิ้งท้าย
จากนั้น ท่านผู้หญิงวิวรรณ รับมอบโล่และหนังสือที่ระลึก พร้อมมอบหนังสือให้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล

ต่อมา เวลา 09.45 เข้าสู่ ‘การบรรยายพิเศษ’ เรื่อง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงค์ประพันธ์ ทัศนะเกี่ยวกับศัพศัพท์ภาษาไทย : รอบรู้ รัดกุม ลุ่มลึก โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี ราชบันทิตกิตติมศักดิ์
จากนั้น เวลา 11.00 – 12.00 น. มีการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง พระอัจฉริยภาพด้านภาษาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์ โดยตัวแทนราชบัณฑิต ได้แก่ รศ.ดร.นววรรณ พันธุเมธา, ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ และ ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ดำเนินรายการโดย ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล ภาคีสมาชิก
สำหรับ บรรยากาศในช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา 13.30 – 14.45 น. เข้าสู่ภาคที่ 5 : การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ภาษาและวรณคดีไทย : ปัจจุบันสู่อนาคต โดย ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล ภาคีสมาชิก ผู้เสนอหลัก และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ประธานและผู้วิจารณ์
เวลา 15.00 -16.15 น. ภาคที่ 6 : การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง อัตลักษณ์ไทยในยุคโลกาภิวัตน์ วิทยากรโดย ศาสตราจารย์ ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ ราชบัณฑิต ผู้เสนอหลัก และ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต ประธานและผู้วิจารณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมวิชาการในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี, Prof. Luisa Migliorati, President of the Union Academique Internationale (UAI) ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส 100 ปีราชบัณฑิตยสภา และบรรยายพิเศษเรื่อง Rome: Architecture and Urban Planning from Caesar to Augustus ตลอดจนเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ‘การอภิวัฒน์ระบบราชการไทย’ โดย ดร.วิรไท สันติประภพ ภาคีสมาชิก ผู้เสนอหลัก, ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานและผู้วิจารณ์พร้อมเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและ นักวิชาการ ผู้มีประสบการณ์ในแต่ละสาขา มาร่วมเสาวนาทางวิชาการอย่างคับคั่ง เพื่ออภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ในประเด็นที่น่าสนใจ
พร้อมระดมความคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาอัปเดตองค์ความรู้ใหม่ ๆ ร่วมกันในหัวข้อ อาทิ การอภิวัฒน์ระบบการเมืองไทย, ธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ,การเรียนรู้การศึกษาและการพัฒนาคน, ภาษาและวรรณคดีไทย : ปัจจุบันสู่อนาคต, อัตลักษณ์ไทยในยุคโลกาภิวัตน์, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการบรรยายพิเศษเรื่อง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทัศนะเกี่ยวกับศัพท์ภาษาไทย : รอบรู้ รัดกุม ลุ่มลึก และพระอัจฉริยภาพด้านภาษา

สำหรับ งานประชุมวิชาการดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 กันยายนนี้ เวลา 08.00 -17.00 น. ณ ห้องประชุมบอลรูม 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ ภายใต้หัวข้อ ‘ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี’
ทั้งนี้ การจัดงานยังมุ่งมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ ร่วมกับนักปราชญ์ต่างประเทศและผู้บริหารจากหน่วยงาน Union Academique Internationale (UAI) ในรูปแบบผสมผสานทั้ง ณ สถานที่จริงและระบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศและเผยแพร่ผลงานของราชบัณฑิตยสภาสู่แวดวงวิชาการนานาชาติ



