ทนายตั้ม ควง 5 บอดี้การ์ด ทวงความยุติธรรมให้คนตาบอด พบอินฟลูดัง แย่งโควต้าหวยคนพิการ

5.09.26 | 12:05 น.

ทนายตั้ม มาในลุค All Black พร้อมควง 5 บอดี้การ์ด เดินหน้าทวงความยุติธรรม ให้กับคนตาบอด หลังพบข้อมูลว่าอินฟลูดัง-นักการเมือง แย่งโควต้าสลากกินแบ่งคนพิการ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 กันยายน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ได้เดินทางมาที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยทนายตั้มมาโดยรถกระบะสีดำ มีบอดี้การ์ด 5 คนคอยประกบ ปรากฏตัวในชุดเสื้อกั๊กสีดำ ที่สกรีนคำว่า “SWAT” พร้อมกับติดหนวดปลอมและเครื่องป้องกันอุบัติเหตุเข่าแขน โดยระหว่างที่รถเคลื่อนเข้ามา บอดี้การ์ดได้กางร่มให้ทนายตั้มตลอดเวลา เมื่อทนายตั้มเห็นสื่อมวลชนก็พูดว่า “สื่ออย่าเพิ่งถ่ายนะครับ ขอผมไลฟ์ก่อนนะ เดี๋ยวค่อยไปช่วยเคสนะครับ” ก่อนที่จะบอก ร้อน ขอกระดาษทิชชู่มาซับหน้า


ก่อนที่ทนายตั้มจะให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้จะมาทวงสลากให้กับทางคนตาบอดผู้พิการ มีที่ปรึกษานายกสมาคมนักกีฬาคนตาบอดและผู้พิการคนตาบอดอีกหลายท่านมารวมตัวกันที่นี่จำนวนมาก พอรู้ว่าพี่สื่อมวลชนอยากจะมาช่วยในประเด็นนี้ อย่างแรกเลย “ไหนๆ ก็มาแล้ว กดหัวใจให้ผมก่อน วันนี้ที่ตัวเองมา เริ่มจากที่เมื่อวานไปที่กระทรวงมหาดไทย และวันนี้ตอนแรกตั้งใจจะมาช่วยเหลือคนตาบอดเงียบๆ แต่พอผมบอกพี่ๆ สื่อสนใจจะช่วยเรื่องโควต้าสลาก เลยมาในวันนี้ ปัญหาที่เราอยากจะแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นสมาคมกีฬาคนตาบอด หรือว่าคนตาบอด หรือว่าคนพิการต่างๆ จะต้องได้รับโควต้าสลากจากรัฐบาลเพื่อเอามาขาย คนเหล่านี้มีความพิการไม่สามารถประกอบอาชีพเหมือนคนปกติได้ แต่กลับมีคนที่มีอิทธิพล มีเส้นมีสาย เอาโควต้าสลากของผู้พิการหรือผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ไป ไปสร้างรายได้ให้กับตัวเองจนร่ำรวย”

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีที่เคยไปร้องเรียนไว้ที่ดีเอสไอ ระบุว่าตั้งแต่ตนเข้าไปอยู่ภายในเรือนจำ ไม่ได้ติดตามเรื่อง มันก็เงียบๆ ไป ซึ่งตอนนี้สื่อมวลชนให้ความสนใจอีกครั้ง เดี๋ยวจะมีความคืบหน้าเป็นหนังสือกลับมา พอไม่ได้ตามก็เงียบหาย เรื่องโควต้าสลากมันค่อนข้างที่จะเป็นผลประโยชน์มหาศาล รายเดือนที่เขาได้กันไปไม่รู้ว่ามันถึงใคร แต่จริงๆ แล้วอยากให้คนที่ดีๆ ร่างกายสมบูรณ์ อย่าไปแย่งเขาเลย คนที่พิการ ตาบอด แขนขาขาด เราทำมาหาได้ดีๆ ได้ อย่าไปทำแบบนั้นดีกว่า มันใจร้ายเกินไป อย่างไรก็ตาม เรื่องคดีความจะต้องไปตามที่ดีเอสไอ และจะต้องดูในเรื่องของเส้นเงินว่าทางกองสลาก

และอย่างที่ตัวแทนคนพิการบอกไป มันไปที่นักการเมืองหรืออินฟลูเอนเซอร์ ไม่ต้องบอกว่าเป็นใคร คนนี้เขาร่ำรวยจากสลากของคนพิการ ตนจึงเรียกร้องให้เอาคืนคนพิการ อย่าไปแย่งเขาเลย ตัวเองก็มีเงินมีทองมหาศาล เป็นอินฟลูดัง

Advertisement

ส่วนประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามว่าทนายตั้มทำแบบนี้เพื่อหาแสงนั้น ทนายตั้มระบุว่าจะมองว่าหาแสงก็ได้ “ผมขอถามเอฟซีเลย จะให้ผมทำต่อไหม ไม่ให้ทำไหม คุ้นๆ ไหมครับ” ตนก็ไม่ได้อยากจะไปยุ่งอะไรกับเขามากมาย ไม่อยากจะทะเลาะอะไรกัน ตนทำความดีของตนดีกว่า ยืนยันว่าไม่ได้เอาคนพิการมาเป็นเครื่องมือ ทำมาก่อนหน้านี้แล้ว

ด้าน นายศุภชัย สงพินิจ อดีตนักกีฬากรีฑาคนพิการทีมชาติไทย ระบุว่า ขอขอบคุณสื่อมวลชนและทนายตั้ม ทนายตั้มเป็นมือแรกที่พาตนเองเข้ามาเปิดเรื่องนี้ จึงรู้สึกขอบคุณ ตนเดือดร้อน เป็นนักกีฬา เป็นคนพิการตัวจริง อยู่ภายใต้สมาคมกีฬาคนตาบอดจริง สมาคมได้รับโควต้า เราที่เป็นนักกีฬาตัวจริงไม่ได้รับการจัดสรร โควต้าทั้งหลายเป็นของผู้มีอิทธิพล นักการเมือง อินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับโควต้าต่างๆ ก็เลยลำบาก ที่ตนอยากมีอาชีพเหมือนกัน สิทธิของเราก็เลยหายไปเลย หลักฐานที่เป็นรูปธรรม เชื่อว่าสื่อบางๆ คนก็คงจะเคยเห็นมาบ้างแล้ว ที่เป็นรูปธรรมก็คือเอกสารที่ตนเคยไปยื่นเรื่องกับทางดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม

เมื่อถามว่ามีการติดตามมาหลายปี มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง นายศุภชัยระบุว่า ไม่ได้รับความคืบหน้าอะไรมากมาย แต่ก็จะต้องพยายาม และได้กล่าวขอบคุณทนายตั้มที่ให้การช่วยเหลือและยังเห็นพวกตน และยินดีที่จะช่วยพวกตน ที่เป็นผู้พิการทางสายตา

นายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ที่ปรึกษาสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ระบุว่า ตนดูแลเรื่องที่นายศุภชัยเข้ามาร้อง และทนายตั้มได้เข้ามาเยี่ยมที่สมาคมเมื่อสองปีที่แล้วและให้ความช่วยเหลือ ครั้งแรกพาไปยื่นหนังสือที่กระทรวงยุติธรรม วันที่ 4 กันยายน เรื่องถึงดีเอสไอ ซึ่งดีเอสไอก็มีการสอบสวนมาแล้ว มีหนังสือแจ้งไปที่การกีฬาแห่งประเทศไทยและที่สำนักงานสลาก แต่เรื่องมันไม่คืบหน้า หลักฐานมีอยู่ เป็นข้อมูลจากสำนักงานสลากเองว่ามีการจัดสรรฉลากให้ใคร แต่ละสมาคมมีหลาย 1,000 เล่ม แต่ไม่ได้ให้นักกีฬาเลย เราต่อสู้มาตลอดแต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม รายชื่อที่ได้เป็นเอกสารของสำนักงานเอง องค์กรที่ได้ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง สลากเป็นเหมือนท่อนำเลี้ยงของนักการเมืองที่มีอิทธิพล พวกขุนศึกทั้งหลายมีมานานแล้ว อยากให้เรื่องนี้ได้รับความยุติธรรมและขจัดพวกนักการเมืองเลวๆ ที่มาเบียดเบียนโควต้าสลากของคนพิการ ยกตัวอย่างเช่น ศาลากลางจังหวัดแต่ได้รับโควต้าสลากก็มองว่าไม่ใช่แล้ว และจังหวัดขอนแก่นก็ได้รับตั้งสี่สมาคม เอาคนพิการมาเป็นนอมินี

เมื่อถามว่าทางดีเอสไอได้มีหนังสือตอบกลับมาอย่างไร ระบุว่า เขาแจ้งไปว่าสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทยได้รับสลากจริงๆ แต่ไม่ได้จัดสรรให้กับนักกีฬา ผู้ที่ได้รับจัดสรรต่างๆ ปรากฏว่าเป็นผู้แทนราษฎรท่านหนึ่ง เอาคนตาดีปกติมาอ้างเป็นนอมินี และผู้ที่ติดต่อกับนักการเมืองและขายสลากให้กับนักการเมือง มีเงินไหลเข้าบัญชีเดือนละ 20 กว่าล้าน ปีหนึ่ง 200 กว่าล้าน มีหลักฐาน

“รู้สึกอัดอั้นใจมากที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ความยุติธรรมที่ล่าช้ามันคือความอยุติธรรม สำหรับพวกเรา คนตาบอดรับลอตเตอรี่คนละเล่มสองเล่มเอง แต่ทางโน้นเอาไปเป็น 10,000 เอาไปเป็น 1,000”

ทนายตั้มยังพูดถึงมูลนิธิใหญ่ ปมซื้อเสื้อเกราะ โดยใช้เงินบริจาคของมูลนิธิ พร้อมกับประเด็นที่อีกฝ่ายออกมาไลฟ์สดว่า ได้มีการยื่นงบให้ตรวจสอบแล้วนั้น ทนายตั้มบอกว่า เป็นการตอบไม่ตรงประเด็น เพราะการยื่นงบไม่ได้เป็นการพิสูจน์ว่าการใช้จ่ายเงินบริจาคถูกต้องจริงหรือไม่ อีกทั้งเมื่อมีคนเข้าไปสอบถามหรือคอมเมนต์กลับถูกบล็อก

นอกจากนี้ ทนายตั้มยังได้นำหลักฐานราคาเสื้อเกราะระดับ 4 (Level 4) มาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า มูลนิธิเคยอ้างว่าซื้อมาได้ในราคาถูกเพียง 6,000 บาท (จากราคาเต็ม 20,000 บาท) แต่ความจริงราคา 6,000 บาทนั้น เป็นราคาซื้อเพียงแผ่นป้องกันด้านหน้าแผ่นเดียว ไม่ใช่ทั้งชุด

ขณะที่ร้านค้าทั่วไปจำหน่ายเกราะระดับ 4 แบบ ครบชุดทั้งหน้า-หลัง อยู่ที่ราคาเพียง 6,990 บาทเท่านั้น ซึ่งถ้าหากซื้อทั้งหน้าหลัง ก็จะต้องราคามากกว่า 6,990 บาท

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสายข่าวและแหล่งข่าวส่งข้อมูลเรื่องการตั้งบริษัทนอมินี โดยให้พรรคพวกตนเองเปิดบริษัทมารับงานของมูลนิธิเพื่อกินส่วนต่างจากเงินบริจาค โดยตนจะต้องพูดคุยกับแหล่งข่าวอีกสองคน ซึ่งถ้าหากทั้ง 2 คนกล้าที่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เราก็จะสามารถรวบรวมหลักฐานเพื่อเตรียมเข้ายื่นเรื่องต่อ DSI ในข้อหาฟอกเงิน ในสัปดาห์หน้าได้

ทั้งนี้ ก่อนที่จะจบการแถลงข่าว ทนายตั้มได้ฝากไปถึง FC ว่า “ผมไม่ได้มาหาแสง แต่ตัวของผมก็มีลูก ผมอยากให้ลูกของผมวันนึงได้เห็น” พร้อมทำท่าสะอื้น และพูดต่อว่า “ได้เห็นในสิ่งที่ผมทำว่าสิ่งที่ผมทำมันมีประโยชน์นะ มันมีคนได้ประโยชน์กับประเทศชาติ วันนึงลูกของผมโตขึ้นเขาจะเห็นเอง จะเห็นเองว่าสิ่งที่ป๊าทำมันเกิดผลประโยชน์กับคนที่เราให้ความช่วยเหลือจริงๆ สักวันจะเห็นกันเอง แค่นี้แหละครับ” ทั้งนี้ ระหว่างการสัมภาษณ์ทนายตั้มได้นำกระดาษทิชชู่ออกมาซับหน้าอยู่เป็นระยะ