สวนดุสิตโพลเผย ปชช.กว่าครึ่ง ‘ไม่ค่อยเชื่อมั่น’ รัฐบาลว่าจะสามารถรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้
เมื่อวันที่ 6 กันยายน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาขนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการรับมือภัยพิบัติ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,241 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 1-4 กันยายน 2569 ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 84.29 กังวลเกี่ยวกับภัยพิบัติประเภทน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มมากที่สุด โดยมองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติเกิดบ่อยและรนแรงขึ้นในปัจจุบัน คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ร้อยละ 69.70 สำหรับการเตรียมตัวรับมือกับกัยพิบัติ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 64.46 ระบุว่า จะติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.19 ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถรับมือกับกับพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ โดยอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและลดปัจจัยที่ทำให้ภัยพิบัติรุนแรงขึ้นมากที่สุด ร้อยละ 68.65
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าคนไทยกังวลภัยพิบัติที่ใกล้ตัว โดยมองว่าส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้จะเตรียมตัวรับมือด้วยตนเอง แต่ความเชื่อมั่นต่อการรับมือของรัฐบาลยังค่อนข้างต่ำ รัฐจึงต้องเร่งสร้างความพร้อมทั้งก่อนเกิดเหตุ ระบบเตือนภัย การช่วยเหลือฉุกเฉิน และการเยียวยาหลังเกิดเหตุเพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน

ดร.มณฑล สุวรรณประภา ประธานหลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า หากพิจารณาความถี่ของการเกิดภัยพิบัติในประเทศไทยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าอุทกภัยยังคงเป็นวิกฤตการณ์สำคัญของประเทศ และหากจะพูดว่าปัญหาน้ำท่วมอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนานก็คงไม่ผิด แต่ความซ้ำซากอาจทำให้สังคมค่อย ๆ เคยชินและมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ ทั้งที่ความสูญเสียหลายส่วนสามารถป้องกันได้ ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนตระหนักมากขึ้นว่า ภัยพิบัติไม่ได้เิดดจากภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หากยังเชื่อมดยงกับการกระทำของมนุษย์ โดยมีภาวะโลกร้อนเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์รุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงหวังให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไข แม้ในความหวังนั้นจะมีความไม่เชื่อมั่นซ่อนอยู่ ภาครัฐจึงต้องเปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันและจัดการความเสียงที่ต้นเหดอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสร้างความรู้และทักษะให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อมและรับมือได้ด้วยตนเอง เพราะการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพไม่อาจเป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชน ชุมชน และทุกภาคส่วนของสังคม



