นักข่าวสาว เล่าประสบการณ์แฉปมทุจริตหนังสือเรียน ‘สเปกเทพ’ ช่วยรัฐประหยัดงบกว่า 250 ลบ. เผยเครื่องมือเด็ด ‘ACT AI’ ช่วยสืบข้อมูลโกง
เมื่อวันที่ 6 กันยายน องค์กรต่อต้านคอรัปชัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย ร่วมจัดเวทีเสวนา “โกงได้ แก้ได้” เนื่องในวันต่อต้านคอรัปชัน 6 กันยายนของทุกปี โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, น.ส.โชฏิมา จันทร์คง ผู้สื่อข่าวรายการสืบสวนความจริง เนชั่นทีวี และ นางพัสนีย์ พูลสุข ประชาชนผู้เปิดโปงความทุจริตเบิกจ่ายยาในโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความไม่นิ่งเฉยต่อการโกง
น.ส.โชฏิมา กล่าวว่า สื่อมวลชนมีหน้าที่ตรวจสอบและนำเสนอให้สังคมเห็นว่ากระบวนการใดมีความผิดปกติ โดยไม่ใช่หน้าที่ของสื่อที่จะชี้ว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด เพราะการดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยพยานหลักฐานและกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเด็นดังกล่าวมีการนำเสนอและติดตามตรวจสอบมานานกว่า 3 ปี โดยเริ่มจากมีโรงพิมพ์ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการจัดพิมพ์ตำราเรียน ซึ่งพบว่าการประมูลราคามีลักษณะที่อาจไม่เป็นธรรม เนื่องจากองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ไม่ได้เลือกโรงพิมพ์ที่เสนอราคาต่ำที่สุด แม้ว่าโรงพิมพ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ยื่นประกวดราคา แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การตรวจสอบครั้งนั้น

น.ส.โชฏิมา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดทีโออาร์หรือเงื่อนไขให้โรงพิมพ์สามารถยื่นพิมพ์ตำราเรียนในกลุ่มวิชาต่างๆ โดยมีการกำหนดให้ 1 โรงพิมพ์สามารถรับผิดชอบได้ 1 กลุ่มวิชา แต่จากการตรวจสอบพบว่า มีโรงพิมพ์จำนวน 4-5 แห่งที่ได้รับสิทธิจัดพิมพ์ตำราเรียนรวม 151 รายการ โดยไม่มีรายการใดที่รับผิดชอบซ้ำกัน เมื่อสอบถามเหตุผลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับคำอธิบายว่า การกำหนดลักษณะดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระจายความเสี่ยงและทำให้สามารถจัดส่งหนังสือให้ถึงนักเรียนได้ทันเวลา แต่จากการติดตามตรวจสอบและสุ่มสอบถามโรงเรียน กลับพบว่าปัญหาการจัดส่งหนังสือไม่ทันยังคงเกิดขึ้น จึงเกิดข้อสงสัยว่าเหตุผลดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่พบ
น.ส.โชฏิมา กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องคุณภาพการพิมพ์และคุณลักษณะของกระดาษ โดยจากการตรวจสอบทีโออาร์พบว่ามีการกำหนดสเปกกระดาษและค่าความสกปรกไว้ในระดับที่มีข้อสังเกต หรือเรียกว่า “สเปกเทพ” โดยมีการสอบถามบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ 2 แห่งเกี่ยวกับคุณสมบัติของกระดาษดังกล่าว และได้รับข้อมูลว่าเป็นสเปกเฉพาะที่ไม่ได้ใช้กันทั่วไป หากต้องการใช้จะต้องสั่งผลิตล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน
“ในประเทศไทยมีบริษัทกระดาษอยู่หนึ่งบริษัทที่มีสเปกนี้ คำถามคือ แล้วทำไมต้องสต๊อกกระดาษจำนวนนี้ไว้เยอะขนาดนั้น” น.ส.โชฏิมา กล่าวพร้อมระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสังเกตที่ต้องตรวจสอบว่า หนังสือเรียนมีความจำเป็นต้องใช้กระดาษที่มีคุณสมบัติเฉพาะในระดับดังกล่าวหรือไม่
น.ส.โชฏิมา กล่าวว่า หลังจากมีการจัดพิมพ์และตรวจรับหนังสือเรียนในปีดังกล่าวแล้ว ได้มีการจัดซื้อหนังสือที่ผ่านการตรวจรับมาตรวจสอบเพิ่มเติม และพบข้อสังเกตว่าคุณสมบัติของกระดาษที่ใช้จริงไม่ตรงกับสเปกที่กำหนดไว้ในทีโออาร์ รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับปกหนังสือเรียนที่มีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะไว้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบประเด็นการกำหนดทีโออาร์ของโรงพิมพ์ โดยได้สอบถามไปยังกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งได้รับหนังสือตอบกลับว่าลักษณะทีโออาร์ดังกล่าวมีประเด็นที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและเป็นการกีดกันเอกชน

ส่วนกรณีการจัดส่งหนังสือเรียน น.ส.โชฏิมา กล่าวว่า มีการสุ่มตรวจสอบไปยังโรงเรียนต่างๆ เพื่อดูว่าหนังสือเรียนขององค์การค้าของ สกสค. ถูกจัดส่งถึงโรงเรียนตามกำหนดหรือไม่ โดยโรงเรียนที่ใช้หนังสือดังกล่าวจะซื้อผ่านตัวแทนเอกชนที่ทำบันทึกข้อตกลงกับ สกสค. จึงต้องตรวจสอบว่าหนังสือเรียนถูกส่งไปถึงโรงเรียนตามกระบวนการที่กำหนดหรือไม่
น.ส.โชฏิมา ยังกล่าวถึงประเด็นที่องค์การค้าของ สกสค. เคยชี้แจงว่า การจัดพิมพ์หนังสือเรียนไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐว่า ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และได้รับคำตอบว่า องค์การค้าของ สกสค. เป็นหน่วยงานภายในกระทรวงศึกษาธิการและเป็นองค์กรของรัฐ จึงต้องปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้จะเป็นการใช้เงินนอกงบประมาณก็ตาม
“จริงๆ เราไม่ได้มีหน้าที่ไปชี้ว่าใครโกง แต่มีหน้าที่ตรวจสอบก่อน แล้วนำเสนอให้สังคมเห็นว่ามันเกิดความผิดปกติอย่างไร” น.ส.โชฏิมา กล่าว
น.ส.โชฏิมา กล่าวว่า การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากข้อมูลที่ประชาชนและผู้ประกอบการนำมาแจ้งต่อสื่อ โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงพิมพ์หรือบริษัทกระดาษที่มีความรู้เกี่ยวกับต้นทุนและกระบวนการผลิต จึงสามารถมองเห็นความผิดปกติบางประการ เช่น ราคาการจัดพิมพ์หนังสือเรียนที่อาจไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่ควรจะเป็น จากนั้นเมื่อมีการตรวจสอบต่อ ก็มีหน่วยงานของรัฐเข้ามาตรวจสอบร่วมด้วย ทั้ง ป.ป.ช. ตำรวจ ปปป. และกรมบัญชีกลาง ทำให้กระบวนการตรวจสอบมีความเข้มข้นมากขึ้น

ทั้งนี้ น.ส.โชฏิมา ระบุว่า ในปีล่าสุด องค์การค้าของ สกสค. ได้นำ “ข้อตกลงคุณธรรม” มาใช้ในกระบวนการจัดพิมพ์หนังสือเรียน โดยมีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเข้ามาเป็นหนึ่งในกลไกผลักดัน ส่งผลให้สามารถประหยัดงบประมาณในการจัดพิมพ์หนังสือเรียนได้กว่า 255 ล้านบาท
น.ส.โชฏิมา กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ โดยสื่อมีบทบาทในการนำข้อมูลและข้อสังเกตมาตรวจสอบและนำเสนอต่อสังคม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบในระบบต่อไป พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ Google ACT AI มาใช้ช่วยในการทำข่าวเชิงตรวจสอบว่า เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้การตรวจสอบข้อมูลมีภาพที่ใหญ่ขึ้น สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงหรือ “ห่วงโซ่” ของข้อมูลได้มากขึ้น ทั้งบริษัทหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการตรวจสอบและนำเสนอข่าวต่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น



