กรมอุทยานฯ เผยผลชันสูตร ‘พลายงาบิด’ ช้างป่าเขาอ่างฤๅไน ล้มหลังถูกช้างป่าทำร้ายซ้ำ-กระดูกขาหักสัตวแพทย์ยันรักษาต่อเนื่องหลายเดือน ย้ำเร่งจัดการซากตามระเบียบ พร้อมเก็บรักษางาส่งมอบกรม
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) รายงานผลการตรวจสอบและชันสูตรซากช้างป่า “พลายงาบิด” หลังได้รับแจ้งจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนว่าพบซากช้างป่าล้ม บริเวณพื้นที่บ้านเขาตลาด หมู่ 15 ตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด ผลการชันสูตรเบื้องต้นสรุปสาเหตุการตายเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Capture Myopathy) เนื่องจากถูกช้างป่าตัวอื่นทำร้ายซ้ำเติม ส่งผลให้กระดูกต้นขาหลังขวาที่เคยบาดเจ็บเกิดการหักเพิ่มเติมและอักเสบเรื้อรังจนทุพพลภาพ
นายพิทักษ์ ยิ่งยง ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) เปิดเผยว่า ช้างป่าตัวดังกล่าวเป็นเพศผู้ มีงา 2 กิ่ง ความสูงประมาณ 2.90 เมตร อายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี สภาพซากนอนตะแคงซ้าย เริ่มเน่าเปื่อย คาดว่าตายแล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน จากการตรวจชันสูตรทางสัตวแพทย์พบร่องรอยบาดแผลถลอกบริเวณลำตัวด้านขวาและโคนหางหลายจุด รวมถึงกระดูกต้นขาหลังขวาหักยื่นออกมาจากผิวหนัง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมความขัดแย้งระหว่างช้างป่าในพื้นที่จนนำไปสู่การบาดเจ็บรุนแรง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการถอดและทำความสะอาดงาทั้ง 2 กิ่ง เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ตามระเบียบของทางราชการ ก่อนส่งมอบให้กรมอุทยานฯต่อไป

สำหรับประวัติการรักษา “พลายงาบิด” ทีมสัตวแพทย์ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สบอ.2 ร่วมกับศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ได้ติดตามและให้การรักษามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ทั้งการฉีดยารักษาเข้ากล้ามเนื้อ การปรับให้ยาลดปวดลดอักเสบชนิดกิน และการให้ยาบำรุงตับ ซึ่งอาการได้ปรับตัวดีขึ้น จนกระทั่งในช่วงเดือนพฤษภาคมพบว่าสามารถเดินและหากินร่วมกับฝูงได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบว่าพลายงาบิดกลับมามีอาการเดินกะเผลกซ้ำอีกครั้ง จึงได้เร่งเข้าให้ยารักษาเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 23 กันยายน ก่อนจะพบว่าล้มลงจากการถูกทำร้ายซ้ำในที่สุด

เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ป่าชุมชน สภาพแวดล้อมและอากาศในขณะนี้ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการฝังกลบ ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนจึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและจำกัดบริเวณพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้ เพื่อสุขอนามัยและความปลอดภัย โดยทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเกี่ยวข้องมีกำหนดเข้าดำเนินการจัดการซากตามหลักสุขาภิบาลและระเบียบปฏิบัติในวันรุ่งขึ้นโดยเร็วที่สุด



