ทวิดา รับขอหลายหมวดเอกสารเยอะ ทำยอดเดินช้า แจงทุกหมวดเยียวยาท่วม ไรเดอร์-ช่างเย็บผ้า ยื่นเยียวยาได้ หากอุปกรณ์ทำกินเสียหาย – มีค่าปลอบขวัญ หากบาดเจ็บจากน้ำท่วม
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม เวลาประมาณ 09.30 น. ที่หน้าห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย การลงทะเบียน และการจัดทีม ‘เขตบัดดี้’ เตรียมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายบ้านเรือน พร้อมตอบข้อสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับการขอรับเงินเยียวยา

นางสาวทวิดากล่าวว่า กทม.ประกาศสิ้นสุดสถานการณ์สาธารณภัยเพิ่มเติมอีก 6 เขต เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้ที่ยังคงสถานะไว้ 8 เขต ทำให้ขณะนี้เหลือพื้นที่ที่ยังไม่ประกาศสิ้นสุดสถานการณ์สาธารณภัย 2 เขต ได้แก่ เขตลาดกระบัง และเขตหนองจอก
“เนื่องจากในพื้นที่เขตลาดกระบังบางเส้นทาง บางชุมชน ยังมีน้ำอยู่ประมาณ 10-15% ที่บริเวณทางสัญจร จึงยังให้คงอยู่ ส่วนหนองจอกยังคงระบายน้ำได้ค่อนข้างช้า เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และระดับน้ำโดยรอบมีการระบายน้ำจากทางปริมณฑลเพิ่มเติม จึงทำให้การระบายน้ำช้า ดังนั้นจึงยังมีอีกหลายชุมชนที่มีระดับน้ำให้เห็นอยู่” นางสาวทวิดาระบุ

นางสาวทวิดากล่าวต่อว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องของการประกาศสิ้นสุดพื้นที่ประสบสาธารณภัย ไม่เกี่ยวข้องกันกับการประกาศให้ความช่วยเหลือและเยียวยา
“ประกาศสิ้นสุดสาธารณภัย คือสถานการณ์ ที่เป็นสาธารณภัยสิ้นสุดลง แต่การให้ความช่วยเหลือการเยียวยา จะมีคนเก็บขยะทำความสะอาด การเบิกเงิน การยื่นเอกสารยังคงทำได้อยู่ตลอด และเราเองได้ยื่นเวลาการส่งเอกสารทวนเอกสารเพิ่มเติม เอกสารแก้ไขให้กับประชาชนจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนแล้ว ซึ่งจะได้ไม่รู้สึกว่าตึงตัวเกินไป” นางสาวทวิดาเผย

นางสาวทวิดากล่าวต่อถึงเรื่อง การช่วยเหลือเยียวยา ว่า ปัจจุบันมียอดที่อนุมัติโดยสำนักงานเขต เป็นคนกดอนุมัติออกไป 408,000 กว่าเคส ยอดโอนที่ประชาชนได้รับเงินตอนนี้อยู่ที่ 248,000 คือประมาณ 60 %ของรอบที่ กทม.อนุมัติไป เป็นยอดที่ธนาคารกดโอนไปที่ประชาชนแล้ว
“หากดูจากยอดนี้ กรุงเทพมหานครถามว่ามียอดตั้งต้นอยู่เท่าไหร่ ปัจจุบันนี้มียอดตั้งต้นอยู่ประมาณ 1,060,000 ตอนนี้กรุงเทพมหานครกดอนุมัติไปได้แล้วประมาณ 40% ของยอดในแอพพ์ทางรัฐ
ในขณะเดียวกันยอด claim.bangkok มีคนลงทะเบียนอยู่ 134,000 คราวนี้จะมีคำถามว่าทำไมยอดดูแตกต่างกันเยอะมาก คือประชาชนพอได้รับความเดือดร้อน และเนื่องจากในแอพพ์ทางรัฐเป็นการจ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ไม่ใช่การจ่ายตามความเสียหายจริง ที่ต้องประเมินมูลค่า การจ่ายแบบบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น จึงสามารถเข้ามาในระบบและระบุว่าตนเองอยู่ในเงื่อนไขไหน” นางสาวทวิดา กล่าว

นางสาวทวิดา ยกตัวอย่างว่า กรณีน้ำท่วมเข้าที่พักอาศัยไม่เกิน 7 วันและมีทรัพย์สินเสียหาย จะอยู่ในหมวด 1 ส่วนกรณีน้ำท่วมเกิน 7 วัน ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเสียหาย และกรณีน้ำล้อมที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นอาคารหรือบ้านเรือน จะอยู่ในอีก 2 หมวด โดยมีอัตราช่วยเหลือ 9,000 บาท และ 5,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
“สังเกตว่า มันจะแบ่งกลุ่มค่อนข้างง่าย ที่แบ่งกลุ่มง่าย เพื่อให้ประชาชนเลือก ประชาชนจะได้เลือกระบุเลย ว่าตนเองเป็นคนเดือดร้อน อยู่อาศัยเดือดร้อนจริง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเจ้าของบ้านเลขที่นั้น อันเดียวกันก็ได้ อย่างเป็นห้องเช่าคุณก็ได้รับความลำบากเช่นกัน ดังนั้นคุณต้องมีสิทธิได้การบรรเทาความเดือดร้อนจากแอพพ์ ‘ทางรัฐ’ ดังนั้นยอดมันจะเยอะมาก” นางสาวทวิดา กล่าว

นางสาวทวิดา อธิบายต่อว่า สำหรับเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th ประชาชนสามารถยื่นขอความช่วยเหลือค่าวัสดุซ่อมแซมบ้าน เช่น กระเบื้องร่อนหรือผนังผุ โดยต้องแนบเอกสารและรูปถ่ายรายละเอียดให้ชัดเจน พร้อมระบุว่า เป็นเจ้าของบ้าน ผู้ได้รับมอบอำนาจ หรือผู้อยู่อาศัย ทั้งนี้ ยอดคำร้องอาจดำเนินการได้ช้ากว่า เนื่องจากต้องรวบรวมเอกสารให้ครบถ้วน โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สำนักงานเขต สามารถยื่นข้อมูลผ่านเว็บไซต์ได้ และสำนักงานเขตจะเป็นผู้ตรวจสอบคำร้องดังกล่าว
นางสาวทวิดากล่าวต่อว่า ในปัจจุบันมีประชาชนต้องการให้ช่วยเหลือค่าซ่อมบ้าน ค่าช่วยเหลือในเรื่องของอุปกรณ์ประกอบอาชีพและทุนประกอบอาชีพ เช่น ช่างเย็บผ้าที่จักรเย็บผ้าได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สามารถส่งภาพความเสียหายพร้อมหลักฐานยืนยันการประกอบอาชีพเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ เช่นเดียวกับ ไรเดอร์ ที่ใช้รถจักรยานยนต์ประกอบอาชีพ หากรถได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สามารถยื่นคำร้องได้โดยมีหลักฐานว่าใช้รถประกอบอาชีพจริง

นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากน้ำท่วม สามารถยื่นใบรับรองแพทย์เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือและค่าปลอบขวัญจาก กทม. ส่วนผู้เช่าบ้านที่ได้รับผลกระทบและมีหลักฐานยืนยันการเช่าพักอาศัยในพื้นที่ที่ประกาศให้ความช่วยเหลือ สามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านเดือนละ 3,000 บาท ไม่เกิน 2 เดือน ขณะที่บ้านที่ได้รับความเสียหายบางส่วน จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพจาก กทม. อีก 1,900 บาท
“เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่พูด มันสามารถผ่านออนไลน์มาได้หมด แต่สังเกตว่าหลักฐานมันจะเยอะหน่อย หากท่านขอหลายหมวด เมื่อมันหลายหมวด ระหว่างที่ท่านรวบรวมเอกสารเพื่อส่งมาออนไลน์ก็เป็นไปได้ว่า เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ยอดอาจวิ่งไม่เท่า ในขณะเดียวกันคนที่อยู่ในวงเล็บ 1 ที่บ้านเสียหายบ้านมีความเสียหายหรือวงเล็บ 2 ในแอพพ์ทางรัฐ ก็อาจส่งทางนี้ได้ด้วย ท่านได้ 2 ก้อนในกรณีที่บ้านท่านมีความเสียหายทรัพย์สินมีความเสียหายท่านจะได้ทั้ง 2 ที่ต้องส่งทั้ง 2 ที่” นางสาวทวิดา กล่าว

นางสาวทวิดากล่าวต่อว่า ยอมรับว่า กทม.ยังดำเนินการล่าช้าเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น โดยขณะนี้มีคำร้องผ่านแอพพลิเคชันทางรัฐ ประมาณ 1 ล้านคำร้อง อนุมัติแล้วกว่า 408,000 คำร้อง แต่โอนเงินได้ 248,000 ครัวเรือน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างรอ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และธนาคารโอนเงิน
นางสาวทวิดากล่าวด้วยว่า หากคิดเฉพาะยอดโอนเงิน กทม.สามารถโอนได้ประมาณ 24% จากคำร้องทั้งหมด 1 ล้านคำร้อง ขณะที่จังหวัดปทุมธานีและสมุทรปราการ ซึ่งมีคำร้องผ่านแอพพลิเคชันทางรัฐ จังหวัดละกว่า 300,000 คำร้อง สามารถโอนได้มากกว่า 30%
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กทม.กำลังเร่งดำเนินการ โดยยังมีคำร้องค้างโอนอีกเกือบ 200,000 คำร้อง หากสามารถเร่งโอนได้อย่างต่อเนื่อง คาดว่าสัดส่วนการโอนจะเพิ่มขึ้นเป็น 40% ของคำร้องทั้งหมด ทั้งนี้ ยอมรับว่าการดำเนินการอาจติดขัดบ้าง เนื่องจากมีคำร้องจำนวนมากถึง 1 ล้านคำร้อง




