หน้าแรก ในประเทศ 4 พรรคหนุนพ.ร...

4 พรรคหนุนพ.ร.บ.ใหม่ ประเสริฐโชว์โรดแมป ชงกม.การศึกษาเข้าสภาฯต้นธ.ค.นี้ ปลัดศธ.-กสศ.เชียร์ เวทีมติชนถกเข้ม

29.10.26 | 06:20 น.

4 พรรคหนุนพ.ร.บ.ใหม่ ประเสริฐโชว์โรดแมป ชงกม.การศึกษาเข้าสภาฯ ต้นธ.ค.นี้ ปลัดศธ.-กสศ.เชียร์ เวทีมติชนถกเข้ม

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Education Next for All: พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย” ในงาน “Matichon forum 2026 Thailand Education Next for All: พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย” จัดโดยกองบรรณาธิการมติชน ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมข้อเสนอ ร่วมกันกำหนดทิศทางและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในอนาคตผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับปรับปรุง โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า 27 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้วกว่า 10 คน เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มาแล้ว 22 คน ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการ ศธ. นโยบายการศึกษาก็มักเปลี่ยนตาม ครูและนักเรียนต้องปรับตัวใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากแนวคิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ผ่านการยกร่าง ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้บริหาร นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วประเทศ ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา ร้อยละ 90 เห็นด้วย ขณะนี้การยกร่างเสร็จสมบูรณ์ และส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ตรวจสอบแล้ว ตั้งเป้าเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระแรกช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้

“สาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ มุ่งเปลี่ยนบทบาท ศธ.จากหน่วยงานที่เน้นการสั่งการ ไปสู่การปลดล็อกข้อจำกัดและเปิดโอกาสให้สถานศึกษา ครู และผู้เรียน โดย 1.ปลดล็อกโรงเรียน 2.ปลดล็อกครู ลดภาระงาน คืนเวลาให้เด็ก และ 3.เปิดโอกาสผู้เรียน” นายประเสริฐ กล่าว


รศ.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัด ศธ.บรรยายพิเศษหัวข้อ “27 ปี สู่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่” ว่า จุดเด่นของร่างฉบับนี้คือ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ แตกต่างจากฉบับก่อนหน้า 1.สร้างระบบนิเวศและสมัชชาการศึกษา 2.บูรณาการนโยบายไร้รอยต่อผ่านคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ สำหรับการขับเคลื่อนการศึกษาในอนาคต ศธ.ได้วาง 5 โจทย์สำคัญตามนโยบาย Education 2030 ประกอบด้วย 1.การวางแผนกำลังพลใหม่ 2.ปรับสูตรโครงสร้างการเงินให้สอดรับกับ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ 3.การเชื่อมโยงโลกการทำงานเข้ากับโลกการเรียนรู้ผ่านระบบ Credit Bank 4.การลงทุนในปฐมวัย และ 5.การยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่สากล

ด้าน ศ.วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) บรรยายพิเศษหัวข้อ “ลดช่องว่าง สร้างโอกาส ปั้นทุนมนุษย์” ตอนหนึ่งว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของ ศธ.ที่กำหนดเป้าหมายการศึกษาระยะยาว เพื่อเป็นหมุดหมายที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามรัฐบาลหรือรัฐมนตรี โดยยุทธศาสตร์ 20 ปีของประเทศ ควรมีเป้าหมายด้านการศึกษาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

“วันนี้ดีใจที่ ศธ.พูดถึงแนวทางในกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูประบบการเงินการศึกษาใหม่ เพราะการแก้ปัญหาการศึกษา ไม่ควรเป็นเพียงคำสั่งจากหอคอยงาช้าง หรือการบริหารแบบบนลงล่างเท่านั้น แต่ต้องทำให้บทบาทของคณะกรรมการนโยบายตามที่ออกแบบไว้ในกฎหมาย ทำงานควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น” ศ.วุฒิสาร กล่าวและว่า สำหรับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันทุกด้าน แต่คือการลดช่องว่างให้อยู่ในระดับที่สังคมยอมรับได้ และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาข้อมูลภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน พบว่าจากการนำข้อมูลเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักมาจับคู่ตรวจสอบ ปัจจุบันยังมีเด็กและเยาวชนประมาณ 600,000 คน ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งหรือสถานะได้อย่างชัดเจน โจทย์แรกของการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดหาที่เรียน แต่ต้องเริ่มจากการค้นหาให้พบก่อนว่าเด็กอยู่ที่ไหน เป็นภารกิจที่กสศ.กำลังเร่งดำเนินการ เพื่อให้สามารถติดตาม ช่วยเหลือ และเชื่อมโยงเด็กแต่ละคนเข้าสู่โอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมกับชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง

Advertisement

“หลังค้นพบเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การจัดทำทางเลือกที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยต้องวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดของเด็กแต่ละกลุ่ม เพื่อออกแบบแนวทางช่วยเหลือให้สอดคล้องกับความต้องการ ทั้งการกลับเข้าสู่การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการพัฒนาทักษะเพื่อประกอบอาชีพ ” ศ.วุฒิสาร กล่าว

ต่อมาวงเสวนา “รวมพลังการเมือง ปลดล็อกการศึกษาไทย” ที่มีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองเข้าร่วม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ นายพีรวิชญ์ ขันติศุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ. เข้าร่วม โดยช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ดำเนินรายการถามว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราฎรช่วงปลายปีนี้ จะผ่านความเห็นชอบได้แน่นอนหรือไม่ พร้อมขอให้ผู้ร่วมเสวนายกนิ้วโป้งหากเห็นด้วย โดยผู้ร่วมเสวนาทุกคนต่างยกนิ้วโป้งขึ้นพร้อมกัน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ดีที่จะได้ทบทวนโจทย์สำคัญของการศึกษาไทย เพราะมีผลการประเมิน PISA (ผลคะแนนและร้อยละของนักเรียนไทยในโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล) ซึ่งไม่ได้วัดแค่เรื่องของทักษะของเด็กและเยาวชนอย่างเดียว แต่มีการวัดมิติต่างๆ อีกมากที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบนโยบาย เมื่อไปเจาะไส้ในของรายงาน PISA พบว่า มีความน่าสนใจ สามารถตีเป็น 4 โจทย์ใหญ่สำคัญ ที่น่าจะนำไปคิดต่อ ได้แก่ 1.ประสิทธิภาพ 2.ความเหลื่อมล้ำ 3.ความเห็นอกเห็นใจ 4.ความยืดหยุ่นของระบบในการรองรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การศึกษาไทยไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ส่วนหนึ่งเพราะ แต่ละคนมี Pain point ต่างกัน ผู้บริหารกระทรวงมีแบบหนึ่ง ผู้บริหารโรงเรียนมีแบบหนึ่ง ครูผู้สอนมีแบบหนึ่ง ซึ่งในแต่ละแบบทุกคนมีทั้งสิ่งที่ถูกและสิ่งที่อาจจะยังไม่ถูกเหมือนกัน สิ่งที่จะทำให้การศึกษาแก้ปัญหาการศึกษาได้คือ นโยบายที่แข็งแรง ซึ่งขณะนี้ทุกคนพยายามทำ

นางรัดเกล้า กล่าวว่า วันนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการคิดปฏิรูปการศึกษาไทย และว่าต้องมองการศึกษามากไปกว่าแค่หลักสูตรการเรียนการสอน การทำให้เด็กออกมามีงานที่ดีทำ ก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ การศึกษาคือการปักหมุดว่า จะเห็นคนในประเทศมีคุณภาพ ทั้งนี้ การศึกษาเป็นมากกว่าการสร้างเด็ก แต่คือการสร้างคน

ขณะที่ นายพีรวิชญ์ กล่าวว่า ปัญหาที่มองอย่างแรกคือ ระบบในปัจจุบัน เป็นระบบปฏิบัติการเก่าในยุคใหม่ เมื่อก่อนเราอาจจะวิ่งเข้าสู่มาตรฐานเดียว (Single Standard) ในทางการศึกษา รวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง จากนั้นส่วนกลางเป็นคนเคาะ ยุคสมัยเปลี่ยนไป 25-26 ปี กลายเป็นยุคของ Personalize มากขึ้น จึงต้องรื้อระบบ เพื่อเปิดช่องให้พูดถึงในอนาคตได้