ส.ก. 3 เขต รุมจี้ผู้ว่าฯ แก้มลภาวะสายตา ออกไอเดียเก็บภาษี ‘สายสื่อสารรุงรัง’ ต้องคุย กฟน.จริงจัง

ส.ก. 3 เขตคลองสาน-บางกอกใหญ่-ลาดกระบัง เสนอทางแก้สายสื่อสารรุงรัง แนะต้องคุยกับกฟน.อย่างชัดเจน รองฯวิศณุแจง ทำตามนโยบาย จัดระเบียบไปแล้ว 1,000 กิโลฯ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 มกราคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง มีการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 3) ประจำปีพุทธศักราช 2566 โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าฯ กทม.เข้าร่วมประชุมด้วย

ในตอนหนึ่ง นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติต่อที่ประชุม เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณาดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเลื่อนมาจากวันที่ 4 มกราคม โดย นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.เขตคลองสาน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมอภิปราย ฝาก 2 ปัญหาก่อนอภิปรายเรื่องสายสื่อสารว่า

นายสมชายกล่าวว่า ตนฝากเรื่องไฟเสาเขียวใต้สะพานพุทธ ซึ่งอยู่ระหว่างเขตธนบุรีและเขตคลองสาน ที่มีความสว่างแตกต่างกัน เรื่องบางอย่างพื้นที่ติดกันไม่จำเป็นต้องบอก ว่า ส.ก.เขตธนบุรีทำหนังสือมา แต่เขตคลองสานไม่ทำมา แล้วก็เกิดข้อท้วงติงมา ว่า ส.ก.หรือ กทม.ทำงานไม่เต็มร้อย ส่วนเรื่องลูกระนาดแถวเจริญนคร 14 ตรงนี้อาจจะมีนักการเมืองบางท่าน ขอให้สำนักการโยธาไปสร้าง เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการ หรือการไม่บูรณาการระหว่างสำนักการโยธา และสำนักจราจรและขนส่ง ซึ่งตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนมาว่า รบกวนดูซอยเจริญนคร 14 ทำลูกระนาด และทาสีให้เห็นด้วย เพราะกลางคืนขับรถมองไม่เห็น ชะลอไม่ทัน

Advertisement

 

“ส่วนเรื่องสายไฟและสายสื่อสารตรอกราชาวดี พอคนเข้ามาอยู่เยอะๆ สายไฟพันกันอย่างนี้ ผมเคยดูข่าวก็ท้อแท้ใจ ที่สำเพ็งก็เกิดในลักษณะเช่นนี้ หวังว่าจะไม่เกิดซ้ำในเขตพื้นที่ผม แต่หลังจากที่ผมทำหนังสือไปที่สำนักการโยธา ก็ได้รับการแก้ไข เอามาม้วน เอามาพัน แบบ ส.ก.หลายท่านกังวลว่าจะไม่เกิดเหตุไฟลัดวงจรหรือไม่ เพราะเอาไปรัดม้วนกัน” นายสมชายกล่าว

อ่านข่าว : ส.ก.บางรัก อายฝรั่ง ‘สายสื่อสารรุงรัง’ แต่ทำไรไม่ได้ – ส.ก.บางซื่อ ลุกโชว์รูป ‘สายไฟล้อมบ้านปชช.’ เสี่ยงไฟไหม้

นายสมชายกล่าวต่อว่า พี่น้องประชาชนชาวตรอกราชาวดีแจ้งตนมาว่า อยากได้ป้ายใหม่ เป็นป้ายสี่เหลี่ยมก็ได้ ติดตรงเสาไฟฟ้าทางเข้าตรอกราชาวดี เพื่อเป็นประโยชน์กับการสื่อสาร คนมาติดต่อหาชื่อตรอกนี้ไม่เจอ ขอให้ท่านประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้วย เรื่องสายสื่อสารตนไม่ได้นำรูปมา เพราะพี่น้องประชาชนหรือ ส.ก.หลายๆ ท่านที่ยื่นญัตติได้โชว์ประติมากรรมสวยงาม ศิลปะที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง โชว์เต็มไปหมด แต่สิ่งหนึ่งคือการปรับภูมิทัศน์ของ กทม.จะปรับเรื่องสายสื่อสารเมื่อไหร่ เป็นอันว่าเสียเงินงบประมาณของคน กทม.ทั้งที่คน กทม.ไม่ควรร่วมจ่ายภาษีตรงนี้เลย

“ผมคิดใหม่ทำใหม่แล้ว คือหาวิธีออกกฎหมายแล้วเข้าไปเก็บสายสื่อสาร เป็นค่าล่วงล้ำที่สาธารณะ แบบที่กรมเจ้าท่า เข้าไปเก็บค่าล่วงล้ำลำน้ำ ลองหาวิธีดู หรือถ้าเป็นไปได้ขอเก็บพ่วง คล้ายค่าบำบัดน้ำเสียหรืออะไรก็ได้ แต่อย่าไปใช้กฎหมายเดิมที่บอกว่าเราสามารถเก็บได้ไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งกลายเป็นเก็บภาษีแล้วไม่คุม ผมคิดว่ากฎหมายเดิมอาจจะมีอยู่ ผมไปศึกษามาแต่ไม่ค่อยเก็ต ไหนๆ ต้องเสียเงินปรับภูมิทัศน์แล้ว เราเปลี่ยนเป็นมุมมองเก็บภาษีสายสื่อสาร ทำให้ได้แล้วสายสื่อสารเหล่านี้ก็จะไม่พันกันยุ่ง ผมว่ามีหลายเส้นหรือหลายสายเลิกใช้แล้ว เราไปตัดโดนสายที่เขาต้องการใช้ก็มีปัญหาอีก แต่ผมยืนยันว่าพื้นที่เขตคลองสาน TOT ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ม้วนพันสายไฟสายสื่อสารกันอยู่ตลอด” นายสมชายกล่าว

ต่อมา น.ส.นภัสสร พละระวีพงศ์ ส.ก.เขตบางกะปิ พรรคเพื่อไทย ผู้อภิปรายร่วม กล่าวว่า ตนขอสนับสนุนญัตติของ นายวิพุธรวมถึงที่อภิปรายไปก่อนหน้า และขอยกตัวอย่างในเขตบางกะปิ ที่มีสายรุงรังลงมา ซึ่งมีลูกบ้านชนกับสายสื่อสารพวกนี้ทำให้เกิดอุบัติเหตุ จนถึงตอนนี้ ลูกบ้านคนนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ

จากนั้น นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก.บางกอกใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกมือขออธิปรายต่อ แต่ นางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ ส.ก.เขตคันนายาว และรองประธานสภากรุงเทพมหานคร ขณะเป็นประธานสภาฯ ได้ชี้แจงว่า นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.ลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย หรือ ดร.จอห์น ได้ลงชื่อไว้ก่อนแล้ว ซึ่งนายสุรจิตต์กล่าวว่า “ผมแพ้ความหล่อให้พี่วิรัช ให้พี่วิรัชก่อน ไม่มีปัญหา”

จากนั้น นายวิรัชกล่าวขอบคุณและอภิปรายต่อว่า เรื่องสายสื่อสารเป็นเรื่องมลภาวะทางสายตา ทางเจ้าหน้าที่โยธา ทั้งสำนักการโยธา แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่โยธา ของเขตเอง ก็ยังบอกว่าสายไฟที่รกรุงรัง บางเส้นอายุ 20 ปี เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวง ไม่ได้เคลียร์เส้นเก่าออก ในขณะที่เราประชุมกันอยู่นี้ ยังมีบริษัทสื่อสารที่มีสัญญากับการไฟฟ้านครหลวง ถ้าเราเกิดเคลียร์สายไฟพวกนี้ออก เส้นสายต่างๆ อาจเหลือน้อยลง เหลือเฉพาะสายไฟ มลภาวะทางสายตาก็ลดน้อยลงได้

“นี่คือเหตุผลหนึ่งที่รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น เขาไม่ฟังเราหรอก เขาไม่ค่อยเชื่อเรา ถามว่า กทม.ได้อะไร จากการที่การไฟฟ้านครหลวงปักเสา อาจจะได้แสงสว่างที่เขาบริการด้านสาธารณะให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ แต่สายสื่อสารที่เขาพาดแต่ละเสาทั่ว กทม. เหมือนเรามองดูรายได้ของการไฟฟ้านครหลวงที่เขาได้จากบริษัทสื่อสารทั้งหลาย ถามว่าเป็นความผิดของ กทม.ไหม มันไม่ใช่ แต่เป็นหน้าที่ในฐานะ ผู้ว่าฯกทม. หรือข้าราชการ กทม. หรือสมาชิกสภา กทม.เท่านั้น ที่จะแก้ปัญหาเรื่องมลภาวะทางสายตานี้ได้ ที่สำคัญคือเราต้องคุยกับการไฟฟ้านครหลวงให้ชัดเจน” นายวิรัชกล่าว

ต่อมา นายสุรจิตต์ หรือ ดร.จอห์น อภิปรายว่า ไม่ควรให้เอาสายไฟฟ้าลงดิน เนื่องจากงบประมาณของ กทม.มีจำกัด แต่การเอาสายตาย หรือสายที่ไม่ได้ใช้งานออก หรือการสร้างกระเปราะเพื่อส่งสัญญาณถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการลงทุนที่ไม่มาก และไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานผู้ใช้

“การเช่าท่อ ที่เกิดกับผู้ประกอบการโทรคมนาคม ที่ต้องเสียให้กับกรุงเทพธนาคมหรือหน่วยงานที่ลงทุนตรงนี้ก็จะเพิ่มขึ้น จากสายไฟที่พาดอยู่บนสายไฟ ประมาณ 1 กม.ต่อ 1,000 บาท ก็จะเพิ่มมาเป็น 8 เท่า เป็น 8,000 กว่าบาท วันนี้จึงขอเสนอความคิดต่าง ในการที่ไม่นำสายไฟฟ้าลงดิน เนื่องจากเรื่องงบประมาณต่างๆ และสถานการณ์ตอนนี้ ของกทม.”

“ผมเสนอ 1 แนวทาง วิธีการทำง่ายๆ อันดับแรกคือเอาสายตายออก ถ้าเรามองบนเสาไฟฟ้าจะเห็นสายตายเต็มไปหมด ตามที่ผู้อภิปรายพี่วิรัชสุดหล่ออภิปรายเมื่อสักครู่ บอกว่าสายตาย 30-40 ปี อยู่กันเยอะไปหมด เมื่อเราเอาสายตายออกแล้ว เราก็จะเอาสายเป็นหรือสายที่ใช้การจริงๆ มาตรการที่ 2 คือเราสร้างกระเปาะหรือตัวรัดสายไฟ ตัวหนึ่ง 100 กว่าบาท แต่ตัวกระเปาะนี้จะมีสัญญาณ RFID ส่งสัญญาณถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กทม. สำนักงานเขต หรือการไฟฟ้า ลงทุนไม่เยอะสามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ และต้องขออนุญาตก่อน เพราะคุณแกะกระเปาะตรงนี้ไม่ได้” นายสุรจิตต์กล่าว

จากนั้น นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. ชี้แจงว่า ในเรื่องระเบียบสายสื่อสาร มีอยู่ 2 ลักษณะคือ การนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และการจัดระเบียบสายสื่อสารที่พาดอยู่บนเสาไฟ ในการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)เป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการสร้างท่อร้อยสายใต้ดิน และ กทม.จะอนุญาตให้ผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคมเปิดพื้นที่ทางเท้าเพื่อก่อสร้างร้อยสายสื่อสารใต้ดิน ซึ่งปัจจุบันการไฟฟ้านครหลวงแล้วเสร็จไปแล้ว 62 กม.

โดยในปีนี้การไฟฟ้านครหลวง จะดำเนินการอีก 29 กม. และมีแผนจะดำเนินงานต่อเนื่องรวมเป็นระยะทาง 236 กม. ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 ซึ่งเส้นทางเหล่านี้สายสื่อสารจะถูกบังคับให้นำลงใต้ดิน เมื่อการไฟฟ้านครหลวงรื้อถอนเสาไฟฟ้าออก เพื่อทำให้เกิดความระเบียบเรียบร้อยและปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นเส้นทางบังคับที่การไฟฟ้านครหลวงต้องถอนเสาไฟออก

“อย่างไรก็ดี สำหรับแนวถนนที่ไม่อยู่ในแผนการนำสายไฟฟ้าใต้ลงดินที่ กฟน. ทาง กสทช. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้ร่วมกับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและ กทม.ร่วมกันจัดระเบียบสายสื่อสารที่พาดอยู่บนเสาไฟฟ้าด้วยการรื้อถอนสายตายหรือสายสื่อสารที่ไม่มีการใช้งานออก ลดจำนวนสายโดยการใช้สายร่วมกันและเดินสายใหม่ พร้อมระบุเจ้าของสายสื่อสาร” นายวิศณุกล่าว

นายวิศณุกล่าวต่อว่า ปัจจุบันทางสำนักงาน กสทช.ได้จัดระเบียบสายสื่อสาร 37 เส้นทางรวม 161 กม. และปีนี้จะมีแผนดำเนินการต่ออีก 442 กม. ขณะเดียวกัน กทม.ก็จะทำงานร่วมกับ กสทช. และ กฟน.อย่างใกล้ชิด ในการจัดระเบียบสายสื่อสารเพิ่มเติมให้ครบ 1,000 กม. ตามนโยบาย

นายวิพุธ ส.ก.เขตบางรัก พรรคเพื่อไทย ผู้เสนอญัตติ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นสิ่งที่ประชาชนอยู่กันมานาน 40-50 ปี อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ว่าจะพิจารณาในเรื่องของงบประมาณและเรื่องความคุ้มค่า ยังมีเรื่องมูลค่าของเวลาเพิ่มเข้ามา ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายยิ่งมากขึ้น ค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นยิ่งมากขึ้น และที่สำคัญประโยชน์ต่างๆ ที่ประชาชนควรจะได้ ก็จะถูกยืดไปอีก

อ่านข่าว : ส.ก.บางกอกใหญ่ อยากร้องไห้ รัฐวิสาหกิจเอาเปรียบกทม. – แฉสภาพถนน ‘รฟม.ตีขลุม’ แค่ 30 ล้านยังไม่จ่าย

ส.ก.ราชเทวี’ โวย กทม.ไปคุยกันก่อน ‘ขี้เลนลอกท่อ’ ให้ทิ้งไหน? ราชทัณฑ์ทำช้ามาก กว่าจะเสร็จผู้ว่าฯ คงหมดวาระ

ส.ก.จวกก่อสร้างไม่คืบ ‘ยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง’ งบ 1.6 พันล้าน สร้างเมืองสวรรค์ได้ ตร.-เขตเป็นใบ้ ตอบอะไรไม่ได้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image