กมธ.ย้ำชัด แก้ม.32 พรบ.ควบคุมแอลกอฮอล์ ยังโฆษณาไม่ได้-อินฟลูฯรับงานไม่ได้

20.03.25 | 15:28 น.

กมธ.ย้ำชัด แก้ม.32 พรบ.ควบคุมแอลกอฮอล์ ยังโฆษณาไม่ได้-อินฟลูฯรับงานไม่ได้


จากกรณีมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการปรับแก้มาตรการ 32 ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ที่ระบุห้ามผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งที่ประชุมสภาฯ มีมติไม่เห็นด้วย 371 เสียง เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง ทำให้เป็นการปลดล็อกและสามารถประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้

อ่านข่าว เปิด5สาระสำคัญ ร่างพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปลดล็อก โฆษณา-เวลาขาย-โทษ

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม นายธีระ วัชรปราณี รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ห้า ใน กมธ.วิสามัญร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ เปิดเผยว่า การพิจารณาร่างกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ แม้จะผ่านการพิจารณาของสภาแล้ว แต่ยังต้องผ่านวุฒิสภา และรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉะนั้น ขณะนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ ยังคงต้องยึดตามกฎหมายเดิม แต่ในเบื้องต้นรายละเอียดของกฎหมายฉบับใหม่นี้ จะต้องมีการออกประกาศเพิ่มเติมอีกหลายฉบับ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน

Advertisement

นายธีระ กล่าวว่า อันดับแรกต้องเข้าใจถึงคำว่า ”โฆษณา“ จะต้องมีการออกคำนิยามโดยบอร์ดควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่โดยหลักการมีอยู่ 5 หลักเกณฑ์ ได้แก่
1.การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ เกี่ยวกับคุณภาพ ปริมาณ มาตรฐาน ส่วนประกอบ แหล่งกำเนิด และต้องไม่มีการอวดอ้างสรรพคุณชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่ม ดังนั้นถ้าเป็นการซื้อโฆษณาเพื่อโชว์แบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามกฎหมายแล้วยังทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการบอกว่า แอลกอฮอล์ชนิดนี้มีส่วนประกอบจากอะไร ผลิตมาจากที่ใด แบบนี้สามารถทำได้
2.เป้าหมายการสื่อสารจะต้องไม่ไปถึงเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 20 ปี
3.ช่องทางใช้สื่อสารต้องไม่แพร่หลาย ต้องมีการจำกัดช่องทางในการโฆษณา ดังนั้นการโฆษณาผ่านโซเชียลก็จะไม่สามารถทำได้
4.ไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง
5.ต้องมีการขึ้นข้อความคำเตือน ทั้งนี้ การออกประกาศเพิ่มเติมนั้นไม่ควรออกเกินหลักการดังกล่าว

นายธีระ กล่าวว่า สำหรับการปรับแก้มาตรา 32 ในร่างพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ มีออกกฎหมายเพิ่มเติมเป็น 5 มาตราย่อย ตั้งแต่มาตรา 32/1 ระบุว่าห้ามผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยกเว้นเป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้หรือประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งคำว่า “ผู้ใด” ที่มีการยกเว้นนั้น จะเป็นใครบ้าง จะต้องมีการออกประกาศเพิ่มเติมโดยคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานฯ แต่โดยหลักการแล้วมีการเสนอกฎหมายให้ ยกเว้นผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เมื่อมีการให้ออกประกาศเพิ่มเติมภายหลัง ก็จะเป็นช่องว่างทางกฎหมาย เช่นอาจจะเพิ่มเติมอนุญาตให้กับนักการเมือง รัฐบาล ที่อยากจะพูดถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามนโยบายส่งเสริมสุราชุมชนได้ อย่างที่ผ่านมามีข่าวนักการเมืองพูดประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นสุราชุมชน หลังจากนี้ถ้ามีการแก้ไขกฎหมายก็อาจจะทำได้ โดยไม่ผิด แต่ต้องไม่ใช่การโฆษณาชักจูงให้คนอยากดื่มแอลกอฮอล์หรือการอวดอ้างสรรพคุณ

นายธีระ กล่าวว่า มาตรา 32/2 มาตรานี้มีความสำคัญเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับผู้ที่มีชื่อเสียง หรืออินฟลูเอนเซอร์ (Influencers) ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใช้ช่องทางนี้ในการโฆษณา ดังนั้นในมาตรานี้ ได้กำหนดไว้ใน 3 ส่วน คือ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อเสียง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน, สื่อสารข้อมูลต่อสาธารณชนโดยแสดงชื่อหรือเครื่องหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ มุ่งหมายชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มแอลกอฮอล์ ถือเป็น 3 องค์ประกอบสำคัญ ฉะนั้น หากมีการรับผลประโยชน์แลกกับการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แบบนี้ไม่สามารถทำได้แน่นอน นอกจากนั้นแล้ว ยังจะต้องมีการออกประกาศเพิ่มเติมในรายละเอียดอีก เช่น คำนิยามของคำว่าผู้มีชื่อเสียง

“แต่ในมาตรานี้มีข้อยกเว้นว่า หากผู้นั้นให้ข้อมูลเชิงวิชาการ และมีการเผยแพร่ในวงจำกัด ไม่ใช่แบบสาธารณะ ซึ่งเป็นการผ่อนคลายกฎหมายให้กับอินฟลูเอนเซอร์สายวิชาการ สายกฎหมาย ให้พูดถึงสินค้าบางอย่าง แต่ก็ไม่ใช่การเปิดแบบสาธารณะ” นายธีระ กล่าว

นายธีระ กล่าวต่อว่า มาตรา 32/3 เป็นการควบคุมการใช้ตราเสมือน เป็นการห้ามเด็ดขาด คือห้ามผู้ใดโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดใช้ชื่อ เครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการนำมาตัดต่อเติม ดัดแปลง ที่ทำให้เข้าใจว่าหมายถึงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่อมามาตรา 32/4 การให้ความสนับสนุนของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีการกำหนดว่า ยังไม่อนุญาตให้มีการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม สาธารณประโยชน์ในลักษณะที่ส่งเสริมการดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น หากจะมีการส่งเสริมกิจกรรมใด ก็จะต้องไม่ไปส่งเสริมให้คนอยากดื่มแอลกอฮอล์ และต่อเนื่องกันจะเป็นมาตรา 32/5 ระบุว่าการสนับสนุนนั้น จะต้องไม่มีการเผยแพร่หรือแฝงธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“ดังนั้นการแก้กฎหมายมาตรา 32 นี้จะเป็นการผ่อนคลายในแง่การประชาสัมพันธ์เชิงการให้ข้อมูล และเพื่อแบ่งระหว่างบุคคลทั่วไปกับอินฟลูเอนเซอร์ให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งหากดูจากมาตรา 32/2 ก็ต้องมาดูว่าผู้ที่เผยแพร่ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง หรือมีการรับผลประโยชน์ใดหรือไม่ รวมถึงจงใจให้ผู้อื่นดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ อย่างเช่นประชาชนทั่วไปที่ดื่มแอลกอฮอล์แล้วอยากลงภาพในโซเชียล ที่ติดภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็สามารถทำได้ แต่เรื่องนี้ก็เป็นช่องว่างทางกฎหมายที่จะต้องมีการสืบสวนพฤติการณ์ เพราะหากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใช้ช่องทางนี้ในการโฆษณา ก็ยังถือเป็นความผิด เช่น มีแคมเปญให้บุคคลทั่วไปแชร์ภาพแลกกับของรางวัล ถ้ามีหลักฐานก็ต้องดำเนินการเอาผิด ซึ่งอาจจะไม่ใช่หลักฐานโดยตรงก็ได้อาจจะเป็นองค์ประกอบอื่น เช่น ช่วงเวลาเดียวกันมีบุคคลที่ทำในลักษณะเดียวกันจำนวนมาก หรือบุคคลนั้นลงภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ก็สามารถเอามาเป็นประเด็นทางกฎหมายได้” นายธีระ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการแชร์วิธีการผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ได้รสชาติดีขึ้น มีความผิดหรือไม่ นายธีระ กล่าวว่า หากดูจากมาตรา 32/2 ก็จะเข้าข่ายการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน เพราะการที่มีคนเข้ามาดูเยอะ แม้ว่าเค้าจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง แต่เขาก็ได้รายได้จากแพลตฟอร์มที่มีการเผยแพร่ข้อมูล รวมถึงยังเข้าข่ายการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสาธารณะด้วย ซึ่งไม่สามารถทำได้ พร้อมทั้งยังมีการชักจูงให้คนอยากดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

ถามย้ำว่าหากกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว บุคคลทั่วไปที่ถ่ายภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลงโซเชียลตัวเองแต่เปิดเป็นสาธารณะ จะมีความผิดหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีการดำเนินคดีในส่วนนี้จำนวนมาก นายธีระ กล่าวว่า หากเป็นบุคคลธรรมดาไม่ได้รับประโยชน์ส่วนตนอะไร ไม่ได้จูงใจให้คนดื่ม ไม่ได้แสดงชื่อเครื่องหมายหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบตั้งใจ ก็ไม่เข้าข่ายการโฆษณา แต่ในลักษณะทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ ซึ่งจะมีการดูองค์ประกอบหลายอย่าง พนักงานเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้รวบรวมข้อมูล และวินิจฉัยว่าเข้าข่ายโฆษณาหรือไม่

“การลงรูปนานๆ ที หรือไม่ได้แสดงความตั้งใจว่าโฆษณา ก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้ามีการลงรูปทุกวัน และเข้าองค์ประกอบอื่น ก็มีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายฉบับเก่าไม่ได้เขียนชัดเท่ากฎหมายฉบับ เป็นเพียงการระบุว่า มีลักษณะจูงใจให้ดื่มทั้งทางตรงทางอ้อม ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็เข้าข่ายการโฆษณาแล้ว แต่กฎหมายฉบับใหม่ก็มีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมา เพื่อให้ชัดเจนขึ้น” นายธีระ กล่าว