สมาคมคนตาบอด เรียกร้อง 3 ข้อ หลังหัวหน้าฝ่ายค้าน อภิปรายงบ69 พาดพิงความพิการ ยัน คนหูหนวก-ตาบอด ไม่ใช่สัญลักษณ์ของการไร้ความสามารถ ขอผู้กำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้ภาษาที่ เคารพสิทธิความแตกต่างหลากหลาย เพื่อเป็นมาตรฐานในเวทีรัฐสภา
จากกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายงบประมาณ 2569 โดยช่วงหนึ่งได้มีการเปรียบเปรยร่างงบประมาณของรัฐบาลไม่ตอบโจทย์ประเทศ “เกิดจากกระบวนการที่หูหนวกไม่ยอมฟังเสียงสภาฯเลย ส.ส.เป็นเพียงแค่ตรายางตราประทับเท่านั้น ตาบอดโดยไม่มีความโปร่งใส ไม่พิจารณางบประมาณที่มีความจำเป็นกับประชาชนและภาวะของประเทศ”
ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ได้ออกมาโพสต์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า แถลงการณ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เรื่อง การใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับความพิการ “หูหนวก” และ “ตาบอด” เพื่อเปรียบเปรยเชิงลบในเวทีสาธารณะ
สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย มีความห่วงกังวลต่อการใช้ถ้อยคำของหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งปรากฏในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2568 โดยได้ใช้ถ้อยคำว่า “กระบวนการที่หูหนวกตาบอด ขาดเข็มทิศ ไร้แผนที่” โดยอธิบายว่า “หูหนวก” หมายถึงฝ่ายบริหารไม่ฟังเสียงสภาฯ และ “ตาบอด” หมายถึงการจัดสรรงบประมาณขาดความโปร่งใส ซึ่งเป็นการนำความพิการมาใช้เปรียบเปรยในเชิงลบ แหล่งที่มา https://www.youtube.com/watch?v=xJJw4VDa9Ds
แม้บุคคลดังกล่าวอาจมิได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อคนพิการ แต่การนำคำที่ใช้บรรยายความพิการมาใช้ในเชิงเปรียบเทียบกับเชิงลบอาจก่อให้เกิดภาพจำและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องต่อคนพิการ เป็นการสร้างบรรยากาศทางสังคมที่ก่อให้เกิดอคติ ซึ่งอาจจะเข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติทางทัศนคติ (attitudinal discrimination) โดยเฉพาะการใช้คำว่า “หูหนวก” และ “ตาบอด” ในความหมายว่า “ไม่ฟัง” หรือ “ไม่โปร่งใส” ถือว่าเป็นการผูกโยงความพิการในเชิงลบทางศีลธรรมและความสามารถ ซึ่งเป็นรูปแบบของการตีตรา (stereotyping) และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 4 และมาตรา 27 วรรคสาม พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4 และ 15 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD) ข้อ 5 และข้อ 8 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี
สมาคมฯ จึงขอเสนอแนะให้บุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
1.ขอให้ผู้ที่ใช้ถ้อยคำดังกล่าว พิจารณาชี้แจงและแสดงความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความพิการ
2.ขอให้สภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีแนวทางและคู่มือการใช้ภาษาที่เคารพสิทธิความแตกต่างหลากหลายของบุคคล เพื่อเป็นมาตรฐานในเวทีรัฐสภา
3.ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและบุคคลสาธารณะร่วมกันส่งเสริมการใช้ถ้อยคำที่ไม่เลือกปฏิบัติและไม่สร้างภาพจำเชิงลบต่อคนพิการ
คนหูหนวก และ คนตาบอด มิใช่สัญลักษณ์ของการไร้ความสามารถ แต่เป็นบุคคลที่มีศักยภาพ สามารถเรียนรู้ ทำงาน และสร้างคุณค่าต่อสังคมได้เท่าเทียมกับทุกคน การใช้ความพิการเปรียบเปรยในความหมายเชิงลบไม่เพียงทำให้สังคมเข้าใจผิด แต่ยังอาจเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของบุคคล
สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยขอยืนยันว่า การสร้างสังคมที่เคารพความหลากหลายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องเริ่มต้นจากการสื่อสารที่ไม่เลือกปฏิบัติ เพราะ “คำพูด” มีพลังในการกำหนดทัศนคติและค่านิยมของสังคม และขอเชิญชวนทุกภาคส่วน รวมถึงผู้แทนราษฎร หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์ เคารพศักดิ์ศรีของทุกคน และหลีกเลี่ยงการสื่อสารสาธารณะที่ก่อให้เกิดการตีตราหรือเลือกปฏิบัติ

