เครือข่ายบัตรทอง ป้อง ‘หมอสุภัทร’ เรียกร้องยับยั้งมติให้ออกจากราชการ ชี้ เจ้าตัวไม่เคยได้ชี้แจงด้วยซ้ำ

18.08.25 | 14:11 น.

เครือข่ายบัตรทอง ออกตัวป้อง ‘หมอสุภัทร’ เรียกร้องยับยั้งมติให้ออกจากราชการ ชี้ เจ้าตัวไม่เคยได้ชี้แจงด้วยซ้ำ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง 7 โซน 50 เขต กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้แก่ กรุงเทพเหนือ, กรุงเทพใต้, กรุงเทพกลาง, กรุงเทพตะวันออก, ธนบุรีเหนือ และ ธนบุรีใต้ ร่วมกับกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพและเครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรัง ร่วมออกแถลงการณ์ “เรียกร้องความเป็นธรรมให้หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” กรณีที่กำลังจะถูกให้ออกจากราชการ จากการนำชมรมแพทย์ชนบทบุกกรุง มาช่วยประชาชนในกทม. ช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2564

อ่านข่าวหมอสุภัทร ขอบคุณกำลังใจ หลังกำลังถูกให้ออกจากราชการ ลั่นสู้เต็มที่ ชี้ระบบราชการมีปัญหาแนะปฏิรูป

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาล (ผอ.รพ.) จะนะ จ.สงขลา ถูกย้ายโดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไปเป็น ผอ.รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งครั้งนั้นเป็นเกมการเมือง เพราะหมอสุภัทรเป็นเหมือนกรวดในรองเท้าผู้บริหาร สธ. คอยตรวจสอบการทำงานต่างๆ ให้เกิดความถูกต้อง โดยหมอสุภัทรถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนเยอะมาก เนื่องจากเรื่องต่างๆ ที่เข้าไปตรวจสอบ ล่าสุด ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ที่มี นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เป็นประธานฯ แทนที่กรรมการคนเก่า ตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยังไม่มีการเรียกหมอสุภัทร เข้าไปชี้แจงในประเด็นที่ถูกสอบสวนเลย ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าหมอสุภัทรไม่ได้รับความเป็นธรรม วันนี้ตนและเครือข่ายฯ จึงออกมาเรียกร้อง ความเป็นธรรมให้หมอสุภัทร โดยยืนยันว่า ไม่ใช่การเอาพวกมาก มากดดัน สธ. เราไม่ได้ขัดขวาง แต่ต้องมีหลักฐานเปิดเผยต่อสาธารณะ ว่าการตรวจสอบมีการตั้งธงหรือเปล่า หรือหลักฐานแน่นแค่ไหน ก็มาชี้แจง ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ให้ออกจากราชการ เพราะขณะนี้คณะกรรมการมีมติให้ออกจากราชการแล้ว แต่เรื่องยังไม่ผ่าน กพ.สธ. ซึ่งจะมีการประชุมทุกสัปดาห์ ดังนั้น ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและปลัดสธ. ให้ความเป็นธรรมกับหมอสุภัทร ก็ควรจะยับยั้งมติดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อน

Advertisement

น.ส.กรรณิการ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการจัดซื้อ ATK ตรวจโควิด-19 นั้น คณะกรรมการสอบสวนตั้งข้อสังเกตเรื่องการแบ่งซื้อ แต่หากดูเรื่องนี้ จะพบว่าทุก รพ. ในขณะนั้น จำเป็นต้องแบ่งซื้อเพราะว่าไม่รู้ว่าจะมีคนป่วยเท่าไหร่ ขณะเดียวกัน เมื่อปี 2563 กรมบัญชีกลางได้ออกระเบียบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างในสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะการจัดซื้อจัดจ้างไม่สามารถเป็นไปตามระเบียบปกติได้ เรื่องนี้มีเอกสารออกมาชัดเจนว่า สถานการณ์โควิด-19 ถ้าแบ่งซื้อ ก็ให้ชี้แจงกับหน่วยงานต้นสังกัด โดยกรณีหมอสุภัทรนั้น มีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยเงินของ รพ.สะบ้าย้อย ผ่านเจ้าหน้าที่ของ รพ. ในราคาชิ้นละ 230 บาท ซื้อหลังจากที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประกาศราคา ATK ออกมาว่าเป็น 450 บาท ส่วนต่างตรงนั้นก็ถูกเก็บเข้าเป็นเงินบำรุง รพ. เหมือนกับทุกแห่งทำ แต่ทำจึงมีการตรวจสอบเฉพาะหมอสุภัทร แต่กลับกันที่อยากให้มีการเปิดเผยและตรวจสอบคือ การจัดซื้อ ATK ของ สธ. ที่ซื้อเองชิ้นละ 450 บาท ว่ามีใครได้ประโยชน์ หรือมีการตรวจสอบหรือไม่

น.ส.กรรณิการ์ กล่าวต่อว่า ในวันพรุ่งนี้เครือข่ายฯ จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงรักษาการนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 10.00 น. ถึงข้อเรียกร้อง 2 ข้อตามแถลงการณ์ คือ 1.ให้คณะกรรมการเปิดเผยข้อมูลและหลักฐานการสอบสวน ที่ให้ออกจากราชการว่าทำอะไรผิด และ 2.ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ความเป็นธรรมกับหมอสุภัทร นอกจากนั้น ก็จะเรียกร้องเพิ่มเติมโดยขอให้รักษาการนายกฯ ให้ความเป็นธรรมกับหมอสุภัทรด้วย

นายสมชาย กระจ่างแสง กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า เดิมทีหมอสุภัทร เป็น ผอ.รพ.จะนะ จ.สงขลา แต่ถูกย้ายโดย สธ. ให้ไปเป็น ผอ.รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ต่อมาช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่มีคนป่วยจำนวนมาก หมอสุภัทรอยากมาช่วย กทม. แม้ว่าขณะนั้นพื้นที่ภาคใต้ก็มีผู้ป่วยมากแต่ไม่เท่า กทม. หมอสุภัทรไม่อยากให้กรุงแตก เพราะหากกรุงแตกแล้วคนก็ต้องกลับบ้านต่างจังหวัดไปติดที่บ้านอยู่ดี หมอสุภัทร จึงชวนเครือข่าย โดยหมอสุภัทรมีอุปกรณ์ แต่ไม่มีพื้นที่ จึงให้เครือข่ายช่วยเตรียมพื้นที่ให้ ซึ่งมีการตรวจผู้ป่วยวันละ 1-2 พันราย ส่วนชุดตรวจ ATK สำหรับโควิด-19 นั้น เป็นเหตุที่ทำให้หมอสุภัทรถูกตรวจสอบว่า การจัดซื้อจัดจ้างไม่ถูกต้อง แต่ตนมองว่ายอมไม่ได้ เป็นการกลั่นแกล้ง เพราะหมอสุภัทรเป็น ผอ.รพ. รู้วิธีจัดซื้อจัดจ้างดี ดังนั้น เชื่อว่าไม่มีข้อผิดพลาด ทั้งนี้ ที่ผ่านมาหมอสุภัทรโดนเรื่องแบบนี้มาตลอด แต่ครั้งนี้แรงที่สุด

“กรณีวิกฤตบัตรทอง ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งไม่ชอบบัตรทอง มีคนจะล้มมัน แต่หมอสุภัทรเป็นคนที่ออกมาพูด แล้วเมื่อไหร่ที่ออกมาพูดถึงกระทรวงฯ หรือตัวละครต่างๆ ที่จะล้มระบบบัตรทอง หมอสุภัทรเป็นคนที่ออกมายืนยันว่าอย่างไรระบบบัตรทองนี้ก็ต้องอยู่ เพราะเป็นประโยชน์ของคนไข้ แต่กลับมีคนบอกว่ากลัวว่าอำนาจจะตกไปที่มือใครคนใดคนหนึ่งมากกว่า” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวว่า ตนยินดีให้ข้อมูลกับกระทรวงฯ ให้ตรวจสอบได้ เพราะตนก็เป็น คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ (อปสข.) ที่มีหน้าที่ในการเจรจาค่าเสียหายระหว่าง สปสช. กับหน่วยบริการ แต่สิ่งที่หมอสุภัทร ซื้อ ATK มาตรวจให้คนกทม. ไม่ใช่ความผิด ทั้งนี้ ตนขอให้คณะกรรมการทบทวนและยกเลิกคำสั่งให้หมอสุภัทรออกจากราชการ เพราะหมอสุภัทรทำไปเพื่อเป็นการแก้วิกฤตของคนไทยและคนกรุงเทพ ทั้งที่วิกฤตนั้น สธ.จะต้องเป็นคนต้นคิดแก้วิกฤต ไม่ใช่คุณหมอสุภัทรด้วยซ้ำ

“ขอร้องว่าอย่ากลั่นแกล้งแล้วทำให้หมอดีๆ ต้องออกจากระบบไป ไม่ใช่แค่หมอสุภัทร แต่ถ้ามีคนอยู่ในระบบอีก ก็จะถูกกลั่นแกล้งอีก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของธรรมาภิบาลที่กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรทำ ผมไม่ได้ปกป้องตัวบุคคลอย่างเดียว แต่การทำแบบนี้จะทำให้ระบบล่มในอนาคต” นายสมชาย กล่าว

โดยแถลงการณ์ระบุว่า จากการที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงต่อ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา มีมติให้ออกจากราชการ โดยกล่าวหาว่า แบ่งซื้อชุดตรวจ ATK มาตรวจคัดกรองประชาชนชาว กทม. รวม 3 รอบในช่วงปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงการระบาดโควิด-19 ใน กทม. วิกฤตที่สุด จึงขอเรียกร้อง 1.ให้คณะกรรมการเปิดเผยข้อมูลและหลักฐานการสอบสวน ที่ให้ออกจากราชการว่าทำอะไรผิด ได้พิจารณาข้อมูล หลักฐาน ระเบียบสถานการณ์ขณะนั้นอย่างครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะแนวทางปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุสำหรับการป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรคโควิด-19 และ 2.ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ความเป็นธรรมกับ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ