สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย เผยปัญหาหนัก แรงงานไทยกว่า 60 คนเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์ถูกเอาเปรียบ ทำงานเกิน 8 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด สะท้อนการค้ามนุษย์ แนะกระทรวงแรงงานจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐ กันนายหน้ากดขี่
ความคืบหน้ากรณีที่ศาลแขวงแลปแลนด์ของฟินแลนด์ ได้ตัดสินโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ต่อนายเวอร์นู วาซุนตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของ Kiantama บริษัทเบอร์รี่รายใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์ พร้อมกับสั่งห้ามประกอบธุรกิจใดๆ จนถึงปี 2029 จากความผิดฐานค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการกดขี่ใช้แรงงานไทยหลายสิบคน และสั่งจำคุก 3 ปีต่อ น.ส.กัลยกร พงษ์พิศ ผู้ประสานงานชาวไทย ในข้อหาเดียวกัน โดยศาลยังสั่งให้จำเลยทั้ง 2 ในคดีนี้ร่วมกับบริษัท Kiantama จ่ายเงินชดเชยรวมกว่า 600,000 ยูโร หรือประมาณกว่า 22.5 ล้านบาทให้แก่แรงงานไทยที่เป็นผู้เสียหาย ตลอดจนชำระค่าดำเนินการทางกฎหมายในคดีนี้ทั้งหมดด้วยนั้น
เมื่อวันที่ 7 กันยายน นางอรนุช ผลภิญโญ คณะกรรรมการฝ่ายการจัดการศึกษา สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย (Migrant Workers Union of Thailand : MWUT) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า แรงงานไทยที่ทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะแรงงานไทยที่ไปเก็บผลไม้ป่า (เบอร์รี่) มีปัญหามาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ถูกจัดส่งไปเมื่อปี 2556 ซึ่งในขณะนั้นแรงงานไทยที่ส่งไปทำงานยังประเทศฟินแลนด์ก็ประสบปัญหาแรงงานไทยไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญา และยังต้องเผชิญกับภาระหนี้สิน
นางอรนุชกล่าวต่อว่า โดยในปี 2556 มีกลุ่มแรงงานที่เดินทางไปกับบริษัท Ber-Ex ในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งภายหลังพบว่าแรงงานเหล่านี้ต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการ เช่น ถูกหลอกว่าจะมีรายได้ที่ดี โดยอ้างว่าหากขยันทำงานมากก็จะมีรายได้มากขึ้น แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริงกลับพบว่าทำงานมากเพียงใดก็ไม่ได้รับค่าจ้าง เนื่องจากทั้งหมดตกอยู่ในขบวนการค้าแรงงานทาส ลักษณะคล้ายกับการนำแรงงานไปใช้งานโดยไม่จ่ายค่าตอบแทน
“ที่สำคัญแรงงานไทยต้องทำหนังสือสัญญาก่อนไปทำงาน ซึ่งกลายเป็นภาระหนี้สินผูกพันตั้งแต่ก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศหลักแสนบาท ไม่ว่าจะเป็นทั้งค่าวีซ่า ค่าตรวจโรค ค่ามัดจำ และค่าดำเนินการ รวมถึงการกู้เงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พอไปถึงที่ทำงานจริงก็เสมือนว่าต้องทำงานเพื่อใช้หนี้ รวมถึงยังไม่ทำตามสัญญา เช่น ระบุว่าห้ามทำงานเกิน 8 ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงกลับต้องทำงานวันละ 12-20 ชั่วโมง เนื่องจากต้องออกเดินทางเข้าไปเก็บเบอร์รี่ในป่าต่างๆ เพื่อหวังจะได้เงินมากที่สุด” นางอรนุชกล่าว
นางอรนุชกล่าวอีกว่า ต่อมา มีบริษัทจัดส่งแรงงานไทยรายอื่นๆ ที่ดำเนินการในลักษณะคล้ายกัน โดยใช้เงื่อนไขเพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น การชักจูงด้วยรายได้สูง และระยะเวลาทำงานเพียง 2-3 เดือน พร้อมคำมั่นว่าจะได้รับค่าตอบแทนหลักแสนบาท แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น แรงงานไทยต้องอาศัยอยู่ในที่พักคับแคบ แออัด ยามเจ็บป่วยก็ไม่มีผู้ดูแลหรือได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ต้องใช้เพียงยาสามัญประจำบ้านที่นำไปจากประเทศไทยเพื่อรักษาตนเอง และในบางกรณีบริษัทบางแห่งยังได้ยึดพาสปอร์ตของแรงงานไทยไว้
นางอรนุชกล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีของบริษัท Kiantama ซึ่งเป็นบริษัทเบอร์รี่รายใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์ ที่กำลังเป็นข่าวในขณะนี้ มีแรงงานไทยที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจำนวนกว่า 60 คน โดยเมื่อเกิดปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบ แรงงานจึงได้เข้าแจ้งความและดำเนินคดีต่อศาลในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งโดยทั่วไปแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์มักไม่ได้รับเงินเดือนอย่างชัดเจน แต่จะใช้ระบบ “ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย” กล่าวคือ หากเก็บผลเบอร์รี่ได้เท่าใดก็จะนำไปชั่งกิโลขายเพื่อให้ได้ค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงกลับพบว่าเป็นการผูกขาดโดยบริษัทที่รับซื้อเบอร์รี่ ซึ่งรับซื้อเบอร์รี่กับแรงงานไทยในราคาต่ำมาก ก่อนจะนำไปขายต่อในราคาสูงมากกว่าจากที่รับซื้อจากแรงงานไทย ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้เงินมากแม้จะเก็บผลผลิตได้มาก
“สวัสดิการอื่นๆ ก็ไม่มี ไม่เว้นแม้แต่วันหยุดหรือวันลา ทุกคนต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมง เพื่อหวังจะมีรายได้มากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงกระบวนการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน” นางอรนุชกล่าว
นางอรนุชกล่าวถึงข้อเรียกร้องว่า สหภาพมีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้การจัดส่งแรงงานไปทำงานในประเทศฟินแลนด์เป็นไปในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (Government-to-Government : G2G) พร้อมเสนอให้มีการแก้ไขกองทุนช่วยเหลือต่างๆ สำหรับแรงงานให้สอดคล้องกับปัจจุบัน เช่น กองทุนประกันรายได้คนไปทำงานต่างประเทศ และกองทุนประกันต่างๆ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แรงงานไทยที่ถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนเหล่านี้ และเมื่อแรงงานไปเรียกร้องกลับถูกมองว่ายังไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการค้ามนุษย์
“ล่าสุดสหภาพได้เข้ามอบดอกไม้แสดงความยินดีให้กับนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งวันแรก พร้อมหารือถึงปัญหาของแรงงานไทยในต่างประเทศ แต่กลับถูกปฏิเสธการเข้าพบ ขณะที่บริษัทเอกชนสามารถเข้าพบรัฐมนตรีได้ตลอดเวลา” นางอรนุชกล่าว
นางอรนุชกล่าวว่า นี่คือปัญหาหนึ่งที่สหภาพเผชิญจากหน่วยงานภาครัฐของไทย ซึ่งขณะเดียวกันก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยในปัจจุบันมีสมาชิกผู้เสียหายที่อยู่ในสหภาพกว่า 600 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกไปทำงานในประเทศฟินแลนด์และสวีเดน โดยเฉพาะแรงงานไทยที่ไปเก็บเบอร์รี่ในต่างประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนัก
“ตอนนี้พี่น้องแรงงานบางคนถูกยึดบ้าน ยึดรถ ยึดที่ดิน ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะโดนแบบนี้เลย การไปทำงานต่างประเทศของแรงงานไทยก็เพื่อนำเงินมาจ่ายภาระหนี้สินหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว” นางอรนุชกล่าว
นางอรนุชระบุถึงข้อเสนอแนะต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนต่อไปว่า สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่ง คือเรื่องแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศมีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวโยงกับกระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งศาลประเทศฟินแลนด์ก็ได้มีคำตัดสินชัดเจนแล้วว่ากรณีเหล่านี้คือการค้ามนุษย์อย่างแท้จริง
“ประเทศไทยต้องเตรียมการรับมือและมีการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศควรดำเนินการในรูปแบบรัฐต่อรัฐเท่านั้น เพื่อยุติปัญหานายหน้าค้ามนุษย์และการค้าแรงงานที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาเรื่องกองทุนเพื่อคนทำงานต่างประเทศ ให้มีหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งรัฐจะต้องปรับแก้กฎหมายให้เหมาะสม โดยเฉพาะพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาอย่างยาวนาน ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีการสังคายนาอีกมาก” นางอรนุชกล่าว
นางอรนุชกล่าวอีกว่า รวมถึงกองทุนช่วยเหลือแรงงานต่างๆ ต้องมีการจัดการโดยเร็ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแรงงาน และช่วยให้แรงงานสามารถลืมตาอ้าปากได้ พร้อมทั้งอย่าปิดกั้นการเรียกร้องของพี่น้องแรงงานไทย

