หมอไขข้อข้องใจเหตุการณ์นักวิ่งเสียชีวิต ชี้อย่าประมาทว่าแข็งแรง
สลด! จนท.รพ. มาร่วมงานวิ่ง ล้มฟุบหมดสติ ก่อนสิ้นใจที่ รพ.
เมื่อวันที่ 22 กันยายน นพ.ฆนัท ครุธกูล อายุรแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ และนายกสมาคม สมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ โพสต์เฟซบุ๊ก อธิบายกรณีนักวิ่งสาวคนหนึ่งเสียชีวิตในงานวิ่ง โดยระบุว่า
หลังจากเหตุการณ์ที่น่าเศร้าของนักวิ่งสาวที่เสียชีวิตในงานวิ่ง ก็มีคำถามมากมายเข้ามาหาหมอว่า
“สาเหตุที่แท้จริงคืออะไรกันแน่?” หมอขอใช้โอกาสนี้อธิบายในมุมมองทางการแพทย์ เพื่อให้เป็นความรู้และอุทาหรณ์สำหรับนักวิ่งและผู้รักสุขภาพทุกคนครับ วิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้ในทางการแพทย์
นพ.ฆนัทระบุว่า ในกรณีที่นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเสียชีวิตเฉียบพลัน สาเหตุที่พบได้บ่อยมักเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยแฝงที่ซ่อนอยู่ :
1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน: แม้จะไม่มีอาการในชีวิตประจำวัน แต่การออกกำลังกายที่หนักเกินไปอาจทำให้คราบไขมันในหลอดเลือดแตกออก เกิดลิ่มเลือดอุดตัน และทำให้หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
2. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง: อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจหรือโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ ซึ่งการออกกำลังกายหนักๆ สามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ได้
3. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ: มักเกิดหลังการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือ COVID-19 หากร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การออกกำลังกายอย่างหนักอาจทำให้อาการอักเสบแย่ลงและส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ
4. ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดแดงปอด: เป็นภาวะที่พบได้น้อยแต่เป็นอันตราย โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะขาดน้ำหรือต้องเดินทางเป็นเวลานาน หากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดที่ปอด จะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้
อย่างไรก็ตามสาเหตุที่แท้จริงต้องได้รับการยืนยันจากผลการชันสูตรศพอีกครั้ง การวิเคราะห์ข้างต้นเป็นเพียงการคาดการณ์จากหลักการทางการแพทย์ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ
นพ.ฆนัทกล่าวว่า ขอให้ทุกคน อย่าประมาท แม้ว่าคุณจะดูแข็งแรง บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ อายุไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว การที่ผู้เสียชีวิตมีอายุเพียง 45 ปี เป็นเครื่องเตือนใจว่าภาวะสุขภาพแฝงสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ การออกกำลังกายอย่างปลอดภัยจึงต้องมาพร้อมกับการไม่ประมาทและฟังเสียงร่างกายตัวเองเสมอ แนวทางการเตรียมตัวก่อนออกกำลังกายการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข
“หมอแนะนำให้คุณเตรียมตัวตามขั้นตอนเหล่านี้ ก่อนจะลงสนามหรือเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง คือ 1.ตรวจเช็กความพร้อมของร่างกายปรึกษาแพทย์ หากคุณอายุ 40 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัว หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) 2.วางแผนการซ้อมที่เหมาะสม เริ่มจากเบาไปหาหนัก ค่อยๆ เพิ่มระยะทางและความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ไม่ควรหักโหม ทั้งนี้ มีวันพัก ควรมีวันพักอย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว ที่สำคัญคือ อย่าฝืนถ้ามีอาการป่วยหรือไม่สบาย ควรพักอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนกลับมาซ้อม สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนวันแข่งขัน ต้องนอนให้พอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงในคืนก่อนวันแข่ง กินอาหารที่ย่อยง่าย ควรเป็นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรจิบน้ำตลอดเวลาเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ อย่าลืมว่าการเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้คุณออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขกับทุกก้าวที่ก้าวไปครับ” นพ.ฆนัทกล่าว

