อดีต ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ ชี้ แยกงบ HIV/เอดส์ จากเหมาจ่ายรายหัว จำเป็น ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ

20.08.26 | 12:19 น.

อดีต ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ ชี้ แยกงบ HIV/เอดส์ จากเหมาจ่ายรายหัวจำเป็น ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ


เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ระบุ การแยกงบดูแลผู้ติดเชื้อ HIV และผู้ป่วยเอดส์ออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ช่วยเปิดทางให้หน่วยบริการภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมร่วมให้บริการ ประชาชนเข้าถึงการตรวจ ป้องกัน และรักษาได้มากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงจากหลักแสนเหลือไม่เกิน 10,000 คนต่อปี พร้อมเสนอสนับสนุนงบเพิ่มเติมราว 300 ล้านบาทต่อปี เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายเชิงรุก มุ่งสู่เป้าหมายลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้เหลือไม่เกิน 1,000 คนต่อปี

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย และผู้ก่อตั้งคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย กล่าวถึงกรณีมีข้อสังเกตต่อการบริหารงบประมาณสำหรับดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และผู้ป่วยเอดส์ในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งแยกออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวว่า แนวทางดังกล่าวมีความจำเป็นและถือเป็นความสำเร็จสำคัญของประเทศไทย เพราะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงบริการได้มากขึ้น และเปิดโอกาสให้หน่วยบริการนอกภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการ พร้อมรับการชดเชยค่าใช้จ่ายจากกองทุน

ก่อนปี 2549 งบประมาณด้านการป้องกันและรักษา HIV/เอดส์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรวมอยู่ในงบเหมาจ่ายรายหัว ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยจึงต้องเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลตามสิทธิเป็นหลัก ขณะที่โรงพยาบาลมีผู้ป่วยและภาระงานจำนวนมาก ทำให้การดูแลอาจไม่ทั่วถึงหรือครอบคลุมเพียงพอ

Advertisement

นอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย และกลุ่มเสี่ยงยังต้องเผชิญกับการตีตราและเลือกปฏิบัติ จนอาจไม่กล้าเข้ารับบริการ ส่งผลให้การเข้าถึงบริการตรวจ ป้องกัน และรักษายังมีข้อจำกัด ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ประมาณ 100,000 คนต่อปี

ต่อมาในปี 2549 มีการปรับรูปแบบการจัดสรรงบประมาณ โดยแยกงบ HIV/เอดส์ ออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ทำให้ประชาชนสามารถเลือกรับบริการตรวจวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาจากหน่วยบริการที่หลากหลาย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายภาคประชาสังคม รวมถึงผู้มีสิทธิประกันสังคมและสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการก็สามารถเข้าถึงบริการที่เกี่ยวข้องได้เช่นกัน

การเพิ่มทางเลือกและลดข้อจำกัดในการรับบริการดังกล่าว มีส่วนสำคัญทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 8,000–10,000 คนต่อปี

“แม้สถานการณ์จะดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังสูงกว่าเป้าหมายที่ต้องการให้เหลือไม่เกิน 1,000 คนต่อปี ระดับนโยบายจึงควรเร่งทำงานเชิงรุก ทั้งการค้นหากลุ่มเสี่ยงให้เข้าถึงบริการป้องกัน และค้นหาผู้ติดเชื้อให้เข้าสู่ระบบการรักษาโดยเร็ว” อดีต ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ฯ กล่าว

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าวต่อว่า การคงงบ HIV/เอดส์ไว้นอกงบเหมาจ่ายรายหัวยังมีความจำเป็น หากนำงบประมาณส่วนนี้กลับไปรวมกับงบเหมาจ่ายรายหัว อาจทำให้ปัญหาการเข้าไม่ถึงบริการกลับมาอีกครั้ง อีกทั้งยังเพิ่มภาระให้โรงพยาบาล ทั้งที่มีหน่วยบริการภายนอกช่วยแบ่งเบาและดูแลกลุ่มเป้าหมายได้อยู่แล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางดังกล่าว

สำหรับทิศทางการยุติปัญหาเอดส์ของประเทศไทย เห็นว่ามีแผนงานที่ชัดเจน และงบประมาณในระบบสุขภาพที่จัดสรรมากกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปีมีความเพียงพอในภาพรวม เนื่องจากราคายาลดลงและต้นทุนการรักษามีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการกำกับติดตามให้หน่วยบริการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการตามสิทธิอย่างแท้จริง

ตัวอย่างเช่น แม้จะมีนโยบายให้ประชาชนเข้าถึงยาป้องกันการติดเชื้อ HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ หรือยา PrEP (เพร็พ) แต่ประชาชนบางส่วนอาจยังไม่ทราบสิทธิและช่องทางรับบริการ ขณะเดียวกัน หากหน่วยบริการไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ก็อาจทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่ลดลงตามเป้าหมาย จึงต้องติดตามทั้งการเข้าถึงยา การให้บริการตามนโยบาย และการค้นหากลุ่มเสี่ยงเพื่อให้ได้รับบริการป้องกันอย่างทั่วถึง

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเชิงรุก เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่บริการป้องกันและรักษา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากต่างประเทศ แต่เมื่อการสนับสนุนบางส่วนยุติลง ทำให้การทำงานเชิงรุกขาดงบประมาณต่อเนื่อง

“หากระดับนโยบายสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี จะช่วยให้ภาคประชาสังคมทำงานเชิงรุกเพื่อค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้เหลือไม่เกิน 1,000 คนต่อปี” ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าว

สำหรับข้อมูลที่ระบุว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ อธิบายว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละปียังอยู่ในระดับค่อนข้างคงที่ ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 6–8 ปีที่ผ่านมา ส่วนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นบางส่วนเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมจากหลายปี จึงไม่ควรนำเสนอในลักษณะที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม กลุ่มเด็กและเยาวชนยังเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้สูงอายุก็ไม่ควรถูกมองข้าม เนื่องจากผู้สูงอายุบางส่วนอาจมีพฤติกรรมเสี่ยงแต่ไม่ตระหนักว่าตนเองมีโอกาสติดเชื้อ HIV ขณะที่มาตรการป้องกันส่วนใหญ่มักมุ่งไปยังเด็กและเยาวชน จึงควรออกแบบการสื่อสารและบริการป้องกันให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อให้ผู้มีความเสี่ยงเข้าถึงการตรวจ การป้องกัน และการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ลดการแพร่เชื้อ และสนับสนุนเป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน