‘ชมรมรักษ์สาธารณสุข’ ลุยตรวจ 2 ปม ‘จัดซื้อ-โยกย้าย’ เปิดระบบ ‘ปิดตัวตน’ ผู้ให้ข้อมูล
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่บริเวณซอยทิมแลนด์ ข้างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ชมรมรักษ์สาธารณสุข นำโดย ดร.นพ.ประเสริฐ ขันเงิน อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะประธานชมรมฯ พร้อมด้วยผู้แทนชมรม อาทิ นพ.โสภณ เมฆธน อดีตปลัด สธ., นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัด สธ., นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชบุรี (ผอ.รพ.) และ นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล อดีตผอ.รพ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ร่วมแถลงถึงการจัดตั้งชมรมรักษ์สาธารณสุข ซึ่งมีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 40 รายชื่อ
ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ชมรมก่อตั้งเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา มีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 40 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นอดีตผู้บริหาร สธ.ที่เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังมีความรักและผูกพันกับกระทรวง โดยได้รับข้อมูลและข้อกังวลจากบุคลากรในระบบ จึงมุ่งติดตาม 2 ประเด็น ได้แก่ ความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและจัดสรรงบประมาณครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ และ การแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีธรรมาภิบาล
ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ชมรมจะไม่กล่าวหาใครหากไม่มีหลักฐานเพียงพอ เพราะอาจกระทบทั้งชื่อเสียงของบุคคล กระทรวง และขวัญกำลังใจของบุคลากรที่ทำงานอย่างสุจริต
“การตั้งชมรมนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาอำนาจ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนหรือต่อต้านฝ่ายใด และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง” ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าว
ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า เป้าหมายของชมรมคือรักษา สธ.ให้เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่น และให้คนทำงานสุจริตสามารถทำหน้าที่โดยไม่ต้องหวาดกลัวความไม่เป็นธรรม โดยมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้หนักที่สุดนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ยังไม่ขอลงรายละเอียดกรณีจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อน เพื่อไม่ให้กลายเป็นการกล่าวหาบุคคลหรือหน่วยงานโดยไม่มีหลักฐาน
ด้าน นพ.อนุกูล กล่าวว่า หากมองในกรณีเครื่องมือแพทย์ที่จะลงไปยังโรงพยาบาลระดับเขต โดยความเข้าใจทั่วไปควรลงในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ซึ่งมีผู้รับบริการจำนวนมากจึงจะเกิดความคุ้มค่า เนื่องจากมีทั้งค่าฟิกซ์คอสต์ ค่าเมนเทนแนนซ์ และค่าใช้จ่ายต่างๆ หากไปลงโรงพยาบาลขนาดเล็กอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
“ตรงนี้เป็นประเด็น ซึ่งจะถามว่ามีเหตุผลอะไร ต้องไปถามคนที่กำหนดงบประมาณ ทำไมถึงไปลงที่จุดนั้น” นพ.อนุกูล กล่าว
นพ.อนุกูล กล่าวว่า ในส่วนของราคาต้องดูรายละเอียดว่าจริงๆ แล้วราคาเหมาะสมหรือไม่ แต่ประเด็นที่ชี้ชัดคือเรื่องสถานที่ที่เลือก โดยเครื่องมือดังกล่าวควรมีอยู่ในโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ หรือหากกระจายไปยังโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขในต่างจังหวัดและภูมิภาค ก็ควรลงในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์ก่อน แล้วจึงกระจายและรับตรวจให้ทั้งเขต หากมีเครื่องละ 1 เครื่องต่อ 1 เขตสุขภาพ ก็ควรลงในสถานที่ที่เป็นจุดตรงกลาง และต้องพิจารณาว่าแต่ละพื้นที่ที่ลงเครื่องมือนั้นอยู่ตรงไหนบ้าง
นพ.อนุกูล กล่าวถึงระบบรับข้อมูลร้องเรียนของชมรมว่า ขณะนี้ระบบดังกล่าวจัดทำเสร็จแล้ว เป็นระบบ Anonymous Complaint ที่ผู้ร้องสามารถปกปิดตัวตนได้ โดยมีการเข้ารหัสข้อมูลก่อนจัดเก็บในฐานข้อมูล และแยกฐานข้อมูลของผู้ให้ข้อมูลกับเนื้อหาออกจากกัน ผู้ให้ข้อมูลไม่จำเป็นต้องให้ชื่อ และหลังจากให้ข้อมูลแล้วจะได้รับ Tracking และ Secret Code 2 รหัส เพื่อเข้ามาติดตามเรื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน ระบบดังกล่าวออกแบบขึ้นเพื่อให้บุคลากรที่ต้องการให้ข้อมูลเกิดความสบายใจและมีความมั่นใจว่าข้อมูลและตัวตนจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย โดยชมรมจะประชาสัมพันธ์ช่องทางดังกล่าวผ่าน QR Code และขอให้ผู้ให้ข้อมูลส่งเฉพาะข้อมูลจริงที่เป็นประโยชน์ต่อระบบ
ด้าน นพ.โสภณ กล่าวว่า เป้าหมายของบุคลากร สธ.คือให้ประชาชนมีสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข และระบบสุขภาพยั่งยืน แต่ปัจจุบันธรรมาภิบาลยังไม่เต็มที่ โดยเฉพาะการแต่งตั้งบุคลากรและการจัดซื้อจัดจ้าง จึงต้องตรวจสอบทั้งความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม ความเป็นธรรม ความถูกต้องตามกฎหมาย และความคุ้มค่า
นพ.โสภณ กล่าวว่า การตั้งชมรมไม่ได้ต้องการกล่าวหาบุคคลใด แต่ต้องการติดตามปัญหาธรรมาภิบาลผ่านข้อมูลและกรณีที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้ระบบของกระทรวงดีขึ้นและประชาชนได้รับสิ่งที่ดี
“เราไม่เกี่ยวกับใคร ตัวบุคคลอะไรต่างๆ เราอยากให้ระบบของกระทรวงมันดี และประชาชนได้รับสิ่งที่ดีๆ” นพ.โสภณ กล่าว
ทั้งนี้ นพ.ณรงค์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นการให้บริการผู้ป่วยนััน ตนมองว่าเรื่องการเดินทางไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการนำเครื่องมือไปตั้งในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม เพราะหากมีความจำเป็นต้องดำเนินการและต้องส่งตรวจจริง การเดินทางไม่ใช่ปัญหาในปัจจุบัน
“การที่จะเอาอะไรไปตั้งบอกว่าอันนี้คือไปสร้างแล้วใกล้ประชาชน มันเป็นข้ออ้างเฉยๆ ถ้ามันมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ จะต้องส่ง จะต้องตรวจจริงๆ การเดินทางไม่ใช่ปัญหาในปัจจุบัน” นพ.ณรงค์ กล่าว
เมื่อถามถึงข้อครหาว่าการรวมตัวของอดีตผู้บริหารอาจเป็นการต้องการทวงคืนอำนาจเก่า หรือออกมาเพื่อปกป้องบุคลากรรุ่นน้อง นพ.ณรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันอายุ 72 ปีและเป็นข้าราชการเกษียณ จึงไม่ได้มีอำนาจมานานแล้ว แต่ต้องการตั้งคำถามว่าใครควรช่วยกันทำเรื่องนี้ และสื่อมวลชนก็ควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย
“ผมแสวงหาความร่วมมือ แทนที่จะถามว่ากลัวอะไร เราได้รับข้อมูลจากคนในระบบ ซึ่งทำงานแล้วเจ็บปวด เพราะการกังวลว่าเขาจะถูกอะไรในอนาคต เขาถามว่าอาจารย์จะช่วยอะไร ผมก็ว่า งั้นเราก็ต้องช่วย” นพ.ณรงค์ กล่าว
นพ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า ระบบสาธารณสุขต้องปฏิรูป ทุกองค์กรต้องปฏิรูป รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีแผนปฏิรูปอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมีใครหยิบมาดำเนินการอย่างจริงจัง จึงควรร่วมมือกันทำให้ระบบสาธารณสุขดีกว่านี้ ไม่ว่าใครก็ตาม
เมื่อถามถึงประเด็นความไม่โปร่งใสที่ชมรมพบในขณะนี้ ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า เรื่องที่อาจทำลายความถูกต้องและความเป็นธรรมในกระทรวงสาธารณสุข จะเริ่มจาก 2 กลุ่ม คือ ความไม่โปร่งใสในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและการจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ รวมถึงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารที่ไม่เป็นธรรม ชมรมจะเปิดช่องทางรับข้อมูลจากผู้ที่ประสงค์จะให้ข้อมูลหรือได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรม โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน แต่ยืนยันว่าช่องทางดังกล่าวจะไม่ใช่ช่องทางสำหรับกลั่นแกล้ง กล่าวหา หรือทำให้ผู้ใดเสียชื่อเสียง
“เมื่อเราได้รับข้อมูลมาแล้ว เราจะกลั่นกรองอย่างรอบคอบ เราจะแยกข้อกล่าวหาออกจากข้อเท็จจริง ถ้าหากว่าเรื่องใดไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่มีหลักฐานเพียงพอ เราจะไม่กล่าวหาใครต่อสาธารณะ แต่ถ้าเรื่องใดมีน้ำหนัก มีหลักฐานที่เพียงพอ เราจะดำเนินการต่อไป โดยส่งให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป แล้วเราจะติดตามจนถึงที่สุด จะไม่ทิ้ง ไม่เพิกเฉยต่อไป” ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าว
ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นสมบัติของประชาชน เป็นกระทรวงที่ประชาชนเชื่อถือ และบุคลากรส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานหนักเพื่อประชาชนและประเทศชาติมาโดยตลอด คนเหล่านี้ควรได้อยู่ในองค์กรที่โปร่งใส มีระบบรองรับที่เป็นธรรม และสมควรได้รับการปกป้องเมื่อยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง
“รักษ์สาธารณสุข หรือเซฟ สธ. ไม่ใช่การปกป้องบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่หมายถึงพวกเราจะช่วยกันปกป้องหลักการ ปกป้องคนทำงานสุจริต และปกป้องความน่าเชื่อถือของกระทรวงสาธารณสุข” ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าว
ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ขอเชิญชวนบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับ ประชาชนทั่วไป และทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมกับชมรม เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาและช่วยกันทำให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นองค์กรที่โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ สำหรับการดำเนินการต่อไป ชมรมจะเน้น 2 เรื่องที่กล่าวมาเป็นหลักก่อน ส่วนการขยายสมาชิกอยู่ระหว่างการเขียนธรรมนูญของชมรม เพื่อกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกที่จะเข้าร่วม โดยในอนาคตอาจขยายไปทุกภาคส่วน และหากการทำงานได้ผล อาจพัฒนาไปสู่การจัดตั้งเป็นนิติบุคคลหรือสมาคม
ส่วนกรณีการจัดสรรงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ต้องแยกเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งบางเรื่องอาจมีหลักฐาน แต่การได้รับความร่วมมือจากผู้ให้ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้ให้ข้อมูลบางคนยังมีครอบครัวและยังทำงานอยู่ในระบบ จึงพยายามเปิดช่องทางให้ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยตัวตน ส่วนการหาข้อมูลเพิ่มเติมเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม สามารถพิจารณาได้จากความเหมาะสม เช่น กรณีผู้ที่เพิ่งขึ้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลขนาดเล็กได้ไม่นาน แล้วถูกย้ายไปเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของกระทรวง ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ มีความเป็นธรรมหรือไม่ มีธรรมาภิบาลหรือไม่ และเหมาะสมตามความรู้ความสามารถหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ดร.นพ.ประเสริฐ ย้ำว่า ชมรมยังไม่ลงรายละเอียดถึงกรณีเฉพาะบุคคลหรือการแต่งตั้งโยกย้ายในล็อตใด เนื่องจากอยู่ระหว่างติดตามข้อมูล และหากไม่มีหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ จะไม่กล่าวหาใครต่อสาธารณะ
ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้มีข้อมูลร้องเรียนจากบุคลากรที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันส่วนหนึ่ง และนี่เป็นเหตุผลที่ชมรมก่อตั้งขึ้น หากบุคลากรสามารถให้ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยตัวตน และข้อมูลดังกล่าวสามารถตรวจสอบติดตามต่อได้ ชมรมก็จะดำเนินการต่อ
เมื่อถามถึงผลกระทบต่อระบบสุขภาพ หากปัญหาทั้ง 2 เรื่องไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า หากเครื่องมือเครื่องใช้ที่ซื้อมาไม่เหมาะสม ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีราคาไม่เหมาะสม ก็เป็นการเบียดบังงบประมาณแผ่นดิน เพราะแม้สิ่งที่ได้มาอาจนำไปใช้ได้ แต่เงินดังกล่าวอาจนำไปใช้กับส่วนอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า ส่วนกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารที่ไม่เหมาะสม หากคนที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าวเข้าไปทำหน้าที่ ก็ย่อมเกิดคำถามว่าจะส่งผลอย่างไรต่อระบบ ซึ่งทุกคนมีคำตอบอยู่ในใจ
ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ในทุกยุคทุกสมัยมีปัญหาเกิดขึ้น แต่จากข้อมูลร้องเรียนที่เข้ามาในปัจจุบันมีจำนวนมาก และเป็นข้อมูลจากคนในระบบ จึงทำให้เห็นว่าปัญหามีความหนักมากขึ้น
เมื่อถามว่าในฐานะอดีตผู้บริหาร สธ. มั่นใจได้อย่างไรว่าสมัยบริหารงานมีความโปร่งใส และการตั้งชมรมจะไม่ถูกมองว่าเป็นการฟอกขาวตัวเอง ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ไม่กล้ารับรองแทนใคร แต่ทุกคนตอบตัวเองได้ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยมีเงินที่ไม่สุจริตเข้ากระเป๋า และไม่กังวลหากถูกตรวจสอบย้อนหลัง โดยเฉพาะตัวเองที่เคยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากบุคลากรที่เคยร่วมงาน ทั้งโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก และโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ พร้อมย้ำว่าการทำงานของชมรมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อฟอกขาวให้ใคร
“ในการเป็นผู้บริหาร บางทีเพื่อประโยชน์องค์กร ให้ไปเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา กราบไหว้ใครก็ได้ แต่ขออย่างเดียว อย่าให้โกง” ดร.นพ.ประเสริฐ กล่าว
ในช่วงสุดท้าย นพ.ณรงค์ กล่าวว่า จากประสบการณ์เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ขณะเป็นสาธารณสุขจังหวัด เคยพบเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันที่มีการส่งเงินไปพร้อมกับของ และมองว่าปัญหาการทุจริตยังวนกลับมาในลักษณะเดิม สะท้อนว่าระบบยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยการตั้งชมรมครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อฟอกขาวให้ใคร แต่เกิดจากการเห็นบุคลากรรุ่นน้องทำงานอย่างหนักและต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่ควรเกี่ยวข้อง จึงต้องการช่วยเป็นกระบอกเสียง ผลักดันให้คนทำงานได้รับสิ่งที่ควรได้รับและไม่ต้องทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ พร้อมเห็นว่าระบบสาธารณสุขและทุกองค์กรจำเป็นต้องปฏิรูป โดยเฉพาะการสร้างธรรมาภิบาลในกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้บุคลากรสามารถเติบโตตามความรู้ความสามารถ ไม่ใช่จากการซื้อหรือแลกตำแหน่ง


