เปิดโจทย์ใหญ่ ‘ตลาดแรงงานไทย’ สถิติว่างงาน 1% ภาพลวงตา เร่งปฏิรูปก่อนสายเกินแก้

5.09.26 | 09:30 น.

เปิดโจทย์ใหญ่ ‘ตลาดแรงงานไทย’ สถิติว่างงาน 1% ภาพลวงตา เร่งปฏิรูปก่อนสายเกินแก้

ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดแรงงานที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความต้องการทักษะใหม่ๆ การว่างงานของเยาวชนจีนที่เพิ่มขึ้นถึง 17.9% ในเดือนกรกฎาคม จึงกลายเป็นสัญญาณสะท้อนปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างจำนวนผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานกับตำแหน่งงานและทักษะที่ตลาดต้องการ


ขณะที่ประเทศไทย แม้อัตราการว่างงานไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 0.95% มีผู้ว่างงานประมาณ 4 แสนคน แต่จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 9.7% จากปีก่อน โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีงานทำมาก่อนซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 49.6% สะท้อนว่าโจทย์ของตลาดแรงงานไทยอาจไม่ได้มีเพียงเรื่อง ‘คนไม่มีงานทำ‘ แต่ยังรวมถึงคุณภาพงาน การใช้ทักษะของแรงงาน และความสามารถของตลาดในการรองรับแรงงานที่เข้าสู่ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

 ‘อุปสงค์’ กับ ’อุปทาน‘ แรงงานไม่สอดรับกัน

ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน เปิดเผยว่า กรณีของจีนอาจสะท้อนว่า ตลาดและความต้องการแรงงานไม่แมตช์ หรือไม่สอดรับกับผลผลิตบัณฑิตหรือผลผลิตจากกระบวนการศึกษา คือ ความต้องการของตลาดแรงงานอาจต้องการทักษะแบบหนึ่ง ขณะที่สถาบันการศึกษาอาจผลิตบุคลากรที่มีทักษะดังกล่าวได้ไม่ทัน

Advertisement

และอาจเป็นเพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมีการชะลอตัว ทำให้การบรรจุตำแหน่งงานต่างๆ เติมโตไม่ทันกับกระบวนการผลิตบัณฑิต ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาจึงมีจำนวนมากกว่าตำแหน่งงานที่รองรับ

ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญของไทย เพราะเรามีความห่วงกังวลกันว่าความต้องการแรงงานและความต้องการทักษะแรงงานในอนาคตอาจไม่ตรงกับสิ่งที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอาชีวศึกษาผลิตขึ้นมาเรื่องนี้เป็นความกังวลที่เกิดขึ้นได้ทั่วโลก คือ อุปสงค์แรงงานกับอุปทานแรงงานไม่สอดรับกัน

’ความต้องการ‘ กับ ’ผลผลิตแรงงาน‘ ไม่สอดคล้องกัน

เรื่องนี้สามารถนำจีนมาเป็นบทเรียนได้ เพราะการที่ความต้องการแรงงานกับผลผลิตแรงงานที่ออกมาป้อนตลาดไม่สอดคล้องกัน เป็นปัญหาสำคัญเข้าใจว่า ขณะนี้จีนมีการยุบหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นหมื่นหลักสูตร เพื่อหันเหกระบวนการผลิตบัณฑิตหรือการผลิตผู้สำเร็จการศึกษาให้สอดรับกับความต้องการของตลาดมากขึ้น เช่น เรื่องไอทีและสาขาอื่นๆ ที่ตลาดต้องการ ขณะที่หลักสูตรด้านสังคมศาสตร์มีการยุบไปเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น หากถามถึงกรณีของไทย เราก็กำลังมีวิกฤตทางการศึกษาอย่างหนึ่ง เพราะประเทศไทยยังผลิตบุคลากรในบางสาขาที่อาจปรับตัวไม่ทันกับความต้องการของตลาดแรงงาน ระบบบริหารการศึกษาของไทยมีความเป็นระบบราชการค่อนข้างมาก การจะแก้ไขหรือปรับปรุงอะไรต่างๆ จึงไม่ทันการณ์ เพราะกระบวนการปรับตัวใช้เวลานาน ขณะที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันผลผลิตของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังออกไปทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ขณะที่ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเติบโตไม่ทันกับความต้องการ เรื่องนี้เป็นวิกฤตที่เราควรคำนึงถึงในระยะ 5–10 ปี เพราะเราอาจตามไม่ทันประเทศอื่น

ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ต่อการทำงาน

การปรับปรุงระบบการศึกษาต้องไปพร้อมกับการปรับปรุงระบบราชการ หากระบบราชการยังล่าช้าและระบบการศึกษายังอยู่ภายใต้ระบบราชการมากเกินไป ก็จะปรับตัวไม่ทันและไม่สามารถผลิตคนให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานได้ เพราะตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปมาก นอกจากนี้ ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ต่อการทำงานก็เปลี่ยนไป ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการทำงานที่ได้เงินน้อยแต่มีความมั่นคงเพียงอย่างเดียว

“หลายคนเคยทำงานกับบริษัทเอกชนที่มีความมั่นคงสูงมาก หรือทำงานในรัฐวิสาหกิจ แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 2 ปี กลับลาออกกันหมด เพราะพวกเขามองว่าองค์กรมีความมั่นคงมากเกินไป เติบโตช้า และไม่ท้าทาย”

นี่เป็นทัศนคติของเด็กยุคใหม่ ขณะที่ระบบแรงงานทั้งหลายยังตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ระบบแรงงานยังเน้นเรื่องระบบอาวุโส เน้นเรื่องค่าจ้างน้อยแต่มีความมั่นคงและสวัสดิการที่ดี แต่สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการทั้งหมด

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงาน เช่น งานแพลตฟอร์ม งานออร์แกไนเซอร์ และงานอิสระประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่เน้นการทำมากได้มาก ดังนั้น การปรับปรุงเรื่องผลผลิตแรงงานและตลาดแรงงานจึงจำเป็นต้องทำให้รวดเร็ว เพราะรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เราไม่ได้ซื้อคน แต่ซื้อ ‘ทักษะ‘

บริษัทที่ต้องการรับคนก็จะบอกว่าอยากได้คนทำงานมาก แต่เมื่อไปถามคนที่เรียนจบมา ก็บอกว่าอยากได้งานมากเช่นกันทั้งสองฝ่ายต่างต้องการ แต่ทำไมจึงไม่สามารถจับคู่กันได้ เพราะความต้องการไม่ตรงกัน เปรียบเทียบง่ายๆ คือ ของที่จะขายไม่ตรงกับของที่ผู้ซื้ออยากซื้อ

ประเด็นสำคัญคือ เวลาซื้อขายแรงงาน เราไม่ได้ซื้อคน แต่เราซื้อทักษะ ดังนั้น คนที่เดินออกมารับปริญญาต้องถามว่า เขานำทักษะที่ตลาดต้องการออกมาด้วยหรือไม่ หรือถือใบปริญญาออกมาเพียงอย่างเดียว

จริงๆ แล้ว หากดูตามสถิติ อัตราการว่างงานของไทยถือเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดในโลก แต่ปัญหาคือ การวัดอัตราการว่างงานของไทย ‘ค่อนข้างหลวม‘ เพราะคนที่ทำงานเพียงสัปดาห์ละหนึ่งวันก็ถือว่ามีงานทำแล้ว ซึ่งคิดว่าใช้ไม่ได้ ฉะนั้น อย่าไปวางใจกับสถิติการว่างงานว่าของเราอยู่ในระดับต่ำ แต่ต้องฟังเสียงบ่นของผู้คนด้วยว่า จบมหาวิทยาลัยแล้วหางานชนิดที่ตัวเองต้องการไม่ได้

ทำงานต่ำกว่าความสามารถ เพราะทักษะที่มี ‘ขายไม่ได้’

ในขณะเดียวกัน ทักษะที่ตนมีอาจขายไม่ได้ จึงต้องไปทำงานที่ต่ำกว่าระดับความสามารถของตัวเอง หรือทำงานในอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นตัวอย่างเช่น คนจบครูแต่ต้องไปทำงานในระดับที่ต่ำกว่า หรือทำงานในอัตราค่าจ้างต่ำ บางคนจบ ม.6 แต่ต้องทำงานด้วยค่าจ้างระดับเดียวกับแรงงานทั่วไป

เมื่อไม่มีงาน ก็ต้องลดเพดานความต้องการของตัวเองลง ดังนั้น การศึกษาของไทยจะคิดเพียงว่าเป็นการศึกษาให้เรียนไปจนจบไม่ได้ แต่ต้องเป็นการติดอาวุธทางปัญญา และต้องเป็นการสร้างทักษะขึ้นมาไว้ขาย เมื่อจะสร้างทักษะไว้ขาย ก็ต้องถามว่าตลาดต้องการซื้อทักษะแบบไหน แล้วผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการ

ที่สำคัญ การเปลี่ยนทักษะหรือเปลี่ยนสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดต้องทำได้ง่าย แต่ถ้าผู้บริหารยังเป็นระบบขุนน้ำขุนนาง โดยไม่ได้รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ก็จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้ และผู้ใช้แรงงานที่เรียนจบออกมาก็ไม่สามารถนำทักษะไปใช้ได้

ประเทศรอบบ้านของเรากำลังปรับตัวกันอย่างมากในเรื่องการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย หรือจีน คำถามง่ายๆ คือ ขณะที่คนอื่นกำลังทำสิ่งเหล่านี้ เราทำอะไรกันอยู่บ้าง เราปรับตัวในอัตราเดียวกับเขาหรือไม่ และเราเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วเท่ากับเขาหรือไม่

ดังนั้นจึงไม่ควรแปลกใจว่าในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือน เราจะได้ยินข่าวการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือการถอนโรงงานไปลงทุนในประเทศอื่น

เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่า เราสู้ประเทศอื่นไม่ได้ในแง่ของการผลิตคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

อัตราการว่างงานของไทย

ถ้าอัตราการว่างงาน 1% ของเราเป็นตัวเลขที่สะท้อนสถานการณ์จริงเหมือนประเทศอื่น ก็ถือว่าน่าสบายใจ และถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศยังมีอัตราการว่างงานเกิน 1% ด้วยซ้ำ

ดังนั้น 1% ของเราอาจเป็น 1% ที่ดูดีในแง่ปริมาณ แต่ในแง่คุณภาพอาจไม่ได้ดี เช่น งานอาจไม่ต่อเนื่อง ไม่มั่นคง หรือมีปัญหาเรื่องคุณภาพของงาน เราจึงต้องไปดูรายละเอียด เพราะตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขด้านปริมาณ แต่เราต้องดูในแง่คุณภาพด้วย

ต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่กระทรวงแรงงาน

เรื่องนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงานเพียงอย่างเดียว หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษา จะต้องมาร่วมกันวางแผนแม่บทว่า จะเดินไปอย่างไรในอีก 5–10 ปีข้างหน้า

หากตลาดแรงงานต้องการทักษะแบบนี้ เราจะต้องปรับปรุงผลผลิตนักเรียนและผลผลิตบัณฑิตอย่างไร อย่าลืมว่าแผลเป็นอันใหญ่ของเรา แม้ตอนนี้อาจยังไม่ถึงขั้นเป็นแผลเป็น แต่เป็นแผลสดด้วยซ้ำ คือผลการประเมิน PISA ของไทยที่มีคะแนนต่ำเกือบที่สุดในอาเซียน ดังนั้น หากไม่แก้ปัญหาเรื่องการศึกษา เราจะไปต่อไม่ได้

หากประเทศไทยต้องการเปิดการค้าเสรีกับ OECD และนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะเปิดให้ได้ภายใน 2 ปี เราไม่ต้องพูดถึงเรื่องดัชนีคอร์รัปชันว่าจะลดอย่างไร เพราะคอร์รัปชันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือระบบการศึกษาของเราต้องดีพอที่จะผลิตคนให้มีคุณภาพในระดับเดียวกับประเทศอื่น

เราจะแก้ไขปัญหาการศึกษาตั้งแต่เรื่อง PISA ขึ้นมาได้อย่างไร ดังนั้น การปรับปรุงต้องเริ่มตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และเมื่อเข้าสู่การทำงานแล้ว ก็ต้องมีการพัฒนาฝีมือแรงงานระหว่างการทำงานด้วย ดังนั้น เราต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เพียงจุดใดจุดหนึ่ง จำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบทั้งกระบวนการ

ผลิตคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

การปรับปรุงกรณีการยกเลิกหลักสูตรของจีน เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า เราจะอยู่นิ่งๆ ไม่ได้แล้วประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน ยังจำเป็นต้องปรับการผลิตคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ขณะที่ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก และมีความสามารถในการดูดซับคนที่จบออกจากระบบการศึกษาน้อยกว่าจีนมาก เราจะนั่งนิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อนได้อย่างไร นี่จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว