เครือข่ายคนพิการค้านร่าง กม.บัตรทองฉบับใหม่ จ่อขอมติ700องค์กรทั่วปท.แสดงจุดยืน
วันนี้ (7 กันยายน 2569) น.ส.อรุณวดี ลิ้มอังกูร ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายการแพทย์ สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา สมาคมสภาคนพิการฯ โดยคณะอนุกรรมการฝ่ายการแพทย์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “คนพิการได้หรือเสีย? ก้าวต่อไปของคนพิการภายใต้ (ร่าง) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ..” โดยมีผู้แทนองค์กรคนพิการจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาระสำคัญของร่างกฎหมาย ตลอดจนร่วมกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของเครือข่ายคนพิการทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ ทั้งนี้ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท เป็นหลักประกันพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อคนพิการ ทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิ การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และการได้รับบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง การเสนอร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับใหม่ จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่เครือข่ายคนพิการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจทั้งสาระสำคัญและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

“เวทีนี้ เปิดพื้นที่ให้ผู้แทนคนพิการร่วมวิเคราะห์บทบาทและกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพ กฎหมาย และนโยบาย รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้นำคนพิการให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นและระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” น.ส.อรุณวดี กล่าว
นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ เลขาธิการสมาคมสภาคนพิการฯ กล่าวว่า การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ย่อมส่งผลต่อคนพิการโดยตรง รวมถึงสมาชิกในครอบครัวที่ใช้สิทธิบัตรทอง ขณะเดียวกัน ยังมีคนพิการอีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่ได้รับสิทธิตามบัตรประจำตัวคนพิการ และต้องพึ่งพาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นหลักในการเข้าถึงบริการสุขภาพ จากการพิจารณาข้อมูลและรายละเอียดของร่างกฎหมาย เห็นว่า ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญของกฎหมายเดิม หากระบบมีปัญหาในด้านการบริหารจัดการ ก็ควรปรับปรุงกระบวนการทำงานและการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม โดยไม่ลดทอนสิทธิหรือเปลี่ยนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กลายเป็นการให้ความช่วยเหลือในลักษณะสงเคราะห์

“สิ่งที่เครือข่ายคนพิการกังวลคือ ร่างกฎหมายฉบับใหม่ อาจทำให้สิทธิที่เคยตั้งอยู่บนหลักความเสมอภาคเปลี่ยนไป เป็นสิทธิในลักษณะสงเคราะห์ ซึ่งกระทบต่อศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมของคนพิการ เราจึงยืนยันให้คงหลักการของกฎหมายเดิม พร้อมปรับปรุงการบริหารจัดการและขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและจริงจัง” นายชูศักดิ์ กล่าวและว่า สมาคมสภาคนพิการฯ และภาคีเครือข่ายด้านคนพิการ จะนำประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เข้าสู่ที่ประชุมสมัชชาคนพิการ ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 700 องค์กรทั่วประเทศ เพื่อขอมติร่วมกันคัดค้านข้อเสนอแก้ไขกฎหมายของฝ่ายวุฒิสภา หากกระบวนการแก้ไขยังเดินหน้าด้วยสาระที่กระทบต่อสิทธิ เครือข่ายคนพิการทั่วประเทศก็พร้อมร่วมกันแสดงจุดยืน รวมถึงล่ารายชื่อและระดมพลังเพื่อยืนยันสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน
ด้าน นายวันเสาร์ ไชยกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายคนพิการ กล่าวว่า กระแสข้อถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาการขาดทุนของหน่วยบริการ และข้อกังวลว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ถูกนำมาเป็นเหตุผลสนับสนุนการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 อย่างไรก็ตาม การพิจารณาแก้ไขกฎหมายจำเป็นต้องวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ว่าข้อเสนอแต่ละประเด็นจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ และจะก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียต่อประชาชน คนพิการ และระบบสุขภาพโดยรวมอย่างไร

“องค์กรและเครือข่ายคนพิการมีส่วนร่วมผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และทำงานร่วมกับภาคีต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลและทำความเข้าใจร่างกฎหมายอย่างเท่าทัน เพื่อร่วมกันปกป้องหลักการที่ทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเสมอภาค โดยเฉพาะคนพิการซึ่งจำเป็นต้องใช้บริการสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และอุปกรณ์เครื่องช่วยอย่างต่อเนื่อง” นายวันเสาร์ กล่าว
ขณะที่ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ฉบับใหม่ ซึ่งริเริ่มโดยคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา มี 4 ประเด็นสำคัญที่ประชาชนและเครือข่ายคนพิการต้องติดตาม ได้แก่ 1.การเปิดทางให้ร่วมจ่ายเมื่อรับบริการนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน 2.การเพิ่มสัดส่วนผู้แทนหน่วยบริการและลดบทบาทภาคประชาชนในบอร์ด สปสช. 3.การเพิ่มอำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการสั่งการหรือยับยั้งการดำเนินงานของ สปสช. โดยตรง และ 4.การนำเงินกองทุนไปจ่ายต้นทุนประจำของหน่วยบริการ ข้อเสนอดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนได้รับบริการแตกต่างกันตามความสามารถในการจ่าย ลดน้ำหนักเสียงของผู้ใช้สิทธิในการกำหนดนโยบาย และเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณจากจำนวนประชากรไปเป็นต้นทุนของหน่วยบริการ ซึ่งอาจกระทบต่อเงินที่ใช้จัดบริการตามสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะคนพิการและผู้ที่จำเป็นต้องรับบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
“นี่ไม่ใช่เพียงการแก้ไขรายละเอียด แต่เป็นการเปลี่ยนหลักการสำคัญของระบบบัตรทอง ทั้งความเสมอภาค การถ่วงดุลตรวจสอบ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการจัดสรรงบประมาณตามจำนวนประชากร เราจึงต้องยืนยันว่าประชาชนต้องได้รับบริการที่มีมาตรฐาน ทั่วถึง และเท่าเทียม ไม่มีภาระร่วมจ่ายที่เป็นอุปสรรคต่อการรักษา และผู้ใช้สิทธิต้องมีส่วนร่วมในระบบอย่างแท้จริง” น.ส.กรรณิการ์ กล่าว


