จ่อขยายสิทธิ ‘ลูกจ้างงานบ้าน’ สปส.แก้ พ.ร.บ.เงินทดแทน เพิ่มคุ้มครองบุตร 10 ปี
เมื่อวันที่ 16 กันยายน สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ครั้งที่ 5 ภาคกลาง โดยเปิดเวทีเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เกี่ยวข้องต่อการปรับปรุงกฎหมายเงินทดแทน เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ในตอนหนึ่ง ช่วงแรกของการเสวนา โดยมีนายไมตรี ขุนทอง ผู้อำนวยการกองกฎหมาย น.ส.ศุภานัน ปลอดเหตุ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง นายเสรี เงางาม ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง นายวุฒิชัย ตินรัตน์ ประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา และนางกรณัฏฐ์ ศิริคำรณ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนเงินทดแทน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าว
นายวุฒชัย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. เงินทดแทน ตั้งขึ้นเมื่อ 54 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ประกาศคณะปฏิวัติ ปี พ.ศ.2515 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ประกาศฉบับนั้นกำหนดให้การคุ้มครองลูกจ้าง ซึ่งมี 2 ข้อ เกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทน ว่าให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครอง ดูแลเรื่องเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต เนื่องจากการทำงาน และให้มีกองทุนเงินทดแทนขึ้น เพื่อเป็นเงินจ่ายให้กับลูกจ้างแทนนายจ้าง
“ซึ่งการดำเนินการเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงแรกนั้นครอบคลุมเฉพาะกรุงเทพมหานคร และขยายไปสู่ปริมณฑล สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร ปทุมธานี นครนนทบุรี หลังจากนั้น เริ่มสร้างการรับรู้และทำความรู้จักกับกองทุนเงินทดแทน บังคับกับนายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คน ต่อมาวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2545 ออกประกาศในส่วนนี้ ว่า นายจ้างที่มีลูกจ้างหนึ่งคนทั่วราชอาณาจักร ให้ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทน” นายวุฒชัย กล่าว
นายวุฒชัย กล่าวว่า ในส่วนหน้าที่ของนายจ้าง มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนและส่งเงิน ซึ่งจะแตกต่างกับกองทุนประกันสังคมที่จะต้องถูกหักจากนายจ้าง ลูกจ้างหรือผู้ประกันตน และรัฐบาล 3 ฝ่าย แต่กองทุนเงินทดแทนเก็บจากนายจ้างฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นไปตามอัตราที่กำหนดในประกาศกระทรวงแรงงาน ส่วนสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับ คือ ส่วนที่ 1 เจ็บป่วย หยุดงานตั้งแต่ 1 วัน ก็จะได้รับการคุ้มครอง เงินทดแทนปัจจุบันร้อยละ 70 ของค่าจ้าง ส่วนที่ 2 ค่าฟื้นฟู ค่ารักษา ลูกจ้างจะได้รับ ลูกจ้างทุพพลภาพ ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนรายเดือนตลอดชีวิต กฎหมายฉบับที่ 2 เมื่อปี 61 แก้ไขจาก 15 ปีเป็นตลอดชีวิต และส่วนที่ 3 ลูกจ้างเสียชีวิตหรือสูญหายเนื่องจากการทำงาน ก็จะได้รับเงินทดแทนเป็นระยะเวลา 10 ปี
ด้าน นายเสรี กล่าวถึงมุมมองฝ่ายลูกจ้างต่อการแก้ไขกฎหมายและการขยายสิทธิประโยชน์ ว่า หากพูดถึงเรื่องของผู้ที่ได้รับประโยชน์ ต้องพูดถึงเรื่องของผลกระทบที่เกิดขึ้นก่อนด้วย โดยผลกระทบในที่นี้ หมายถึงทั้งผลกระทบเรื่องจิตใจ และผลกระทบเรื่องการทำงาน เมื่อเกิดเหตุขึ้น ซึ่งถือเป็นผลกระทบเบื้องต้นที่เกิดขึ้นกับลูกจ้าง
“แต่ในภาพรวมของการแก้ไขกฎหมายที่จะเกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะในส่วนของลูกจ้างที่จะได้รับสิทธิประโยชน์โดยตรง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ รวมถึงเรื่องการแก้ไขกฎหมาย เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะกฎหมายฉบับนี้มีการใช้มาเป็นระยะเวลายาวนาน” นายเสรี กล่าว
นายเสรี กล่าวต่อว่า เรามองว่าคงถึงเวลาที่ควรจะมีการปรับเปลี่ยน เพราะปัจจุบันกองทุนเงินทดแทนมีความมั่นคง ทั้งในเรื่องของฐานะทางการเงินและมีเสถียรภาพที่ดี ควรจะถึงเวลาที่ต้องมีการปรับเรื่องสิทธิประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของนายจ้างที่อาจได้รับผลกระทบในบางส่วน และในส่วนของลูกจ้างที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะยังไม่ค่อยเพียงพอสำหรับการดำรงชีพมากเท่าไหร่
“สำหรับประเด็นเรื่องลูกจ้างงานบ้าน เราเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าสมควรที่จะต้องมีการปรับ เพราะในฐานะลูกจ้าง เราควรจะได้รับสิทธิและความคุ้มครองที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะไปทำงานอยู่ในสถานที่ใดก็ตาม เมื่อเกิดเหตุเนื่องมาจากการทำงาน ควรจะได้รับสิทธิเช่นเดียวกัน” นายเสรี กล่าว
นายไมตรี กล่าวถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นก่อนแก้ไขกฎหมาย ว่า ต้องรับฟังความคิดเห็น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง หรือระเบียบที่มีการใช้บังคับทั่วไป สิ่งที่ได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการสะท้อนมุมมองต่างๆ เกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายในแต่ละครั้ง จะต้องนำไปวิเคราะห์และนำไปประกอบการแก้ไขกฎหมาย
“เรื่องของการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้ลูกจ้างที่ทำงานบ้านได้รับการคุ้มครอง ในส่วนของกฎหมายกองทุนประกันสังคม ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเรื่องนี้แล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างเพื่อเข้าสู่คณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องดังกล่าวเพื่อให้ทั้ง 2 กองทุนสามารถสอดคล้องกัน และให้เกิดความเข้าใจในภาพรวมของการคุ้มครองลูกจ้าง โดยกองทุนประกันสังคม หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ คือเรื่องของการเจ็บป่วยนอกงาน หรือเป็นกองทุนที่คุ้มครองกรณีที่เกิดขึ้นนอกงาน การว่างงาน รวมถึงสิทธิประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกหลายเรื่อง ส่วนกองทุนเงินทดแทนจะเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองกรณีที่เกิดจากการทำงาน ดังนั้น จึงจะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกัน และให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน” นายไมตรี กล่าว
นายไมตรี กล่าวต่อว่า สำหรับลูกจ้างที่ทำงานบ้าน ซึ่งจะมีการแก้ไขกฎหมายให้เข้าสู่ระบบและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายกองทุนเงินทดแทนนั้น หากมองในมุมกฎหมายและเจตนารมณ์ของการแก้ไขกฎหมาย จริงๆ แล้วต้องบอกว่าทั้งลูกจ้างและนายจ้างได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
“ในส่วนของลูกจ้าง สิ่งที่จะได้รับประโยชน์คือการมีความมั่นคงและมีหลักประกันในเรื่องของการจ่ายเงินทดแทน หากเกิดเหตุที่เกี่ยวข้องกับการทำงานต่างๆ ขณะที่นายจ้างก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน เพราะเมื่อลูกจ้างมีความมั่นคง มีหลักประกันในการทำงานแล้ว การทำงานและการอยู่ร่วมกับนายจ้างก็จะมีความสุขมากขึ้น และลูกจ้างก็จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่กล่าวคือ ลูกจ้างจะไม่มีความวิตกกังวลในเรื่องสวัสดิการหรือหลักประกันของตน เพราะรู้ว่าหากเกิดเหตุจากการทำงานก็จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย” นายไมตรี กล่าว
ด้าน นางกรณัฏฐ์ กล่าวถึงกรณีสิทธิประโยชน์ที่กองทุนเงินทดแทนให้ความคุ้มครอง ว่า แบ่งออกเป็น 4 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1 ค่าทดแทนกรณีหยุดงาน โดยจะจ่ายค่าทดแทนกรณีหยุดงานไม่เกิน 1 ปี กรณีที่ 2 คือ ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ ก็จะจ่ายตามระดับการสูญเสีย โดยจ่ายในอัตรา 70% ของค่าจ้าง เดือนละไม่เกิน 20,000 บาท และจ่ายไม่เกิน 10 ปี ส่วนกรณีที่ 3 คือ ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพจากการทำงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการแก้ไขด้วย โดยจะจ่ายให้ตลอดชีวิต ในอัตรา 70% ของค่าจ้าง และสุดท้ายคือ ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิต ซึ่งจะจ่ายให้กับผู้มีสิทธิ โดยเรื่องของผู้มีสิทธิก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการแก้ไขในครั้งนี้
นางกรณัฏฐ์ กล่าวว่า โดยเฉพาะการขยายความคุ้มครองในส่วนของบุตร เดิมจะกำหนดว่า บุตรต้องมีอายุไม่เกิน 18 ปี และหากอายุ 18 ปีแล้วศึกษาอยู่ ก็จะได้รับความคุ้มครองไม่เกินระดับปริญญาตรี และจะจ่ายเงินทดแทนไม่เกิน 10 ปี แต่ในกฎหมายฉบับใหม่ จะมีการแก้ไขเพื่อขยายความคุ้มครอง โดยหากเป็นบุตร ก็จะได้รับเงินทดแทนในส่วนนี้เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยไม่จำกัดเรื่องการศึกษาหรืออายุ สำหรับประเด็นเรื่องนายจ้างและลูกจ้างว่าจะมีการหักหรือมีการจ่ายเงินเพิ่ม รวมถึงหลักเกณฑ์ต่างๆ จะต้องมีการปรับให้กระชับหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดประเด็นตามมานั้น นางกรณัฏฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของเงินสมทบที่จะจัดเก็บ ในรอบปี 2570 จะมีการปรับเงินสมทบเพื่อช่วยเหลือนายจ้างด้วย ปัจจุบันกองทุนเงินทดแทนจัดเก็บเงินสมทบปีละ 1 ครั้ง โดยอัตราหลักอยู่ที่ 0.2-1%
“แต่ในรอบปี 2570 จะมีการปรับในส่วนของเงินสมทบ โดยขณะนี้ได้เสนอร่างไปแล้ว และอยู่ระหว่างรอรัฐมนตรีลงนาม ก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการ การปรับครั้งนี้จะเป็นการลดเงินสมทบของนายจ้าง โดยเดิมกองทุนจัดเก็บเงินสมทบจากนายจ้างได้ประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท และนำมาจ่ายเป็นเงินทดแทนประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท” นางกรณัฏฐ์ กล่าว
นางกรณัฏฐ์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า มีการจัดเก็บเงินสมทบมากเกินไป จึงจะปรับลดเพื่อช่วยเหลือนายจ้าง โดยในปี 2570 จะมีการแก้ไขประกาศ และลดสัดส่วนเงินสมทบลง จากเดิมที่จัดเก็บประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี จะปรับมาเก็บประมาณ 2,000 ล้านบาท และจ่ายเงินทดแทนประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความสมดุล การลดเงินสมทบครั้งนี้จะครอบคลุมนายจ้างทั่วประเทศประมาณ 300,000 ราย โดยจะลดเงินสมทบประมาณ 1,700 บาทต่อปี



