อย.คุมเข้ม ปากกาลดน้ำหนัก เป็นยาควบคุมพิเศษ เทียบเท่า ไวอะกร้า

15.09.26 | 13:35 น.

อย.คุมเข้ม ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ เป็นยาควบคุมพิเศษ เทียบเท่า ‘ไวอะกร้า’

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ยากลุ่มที่ประชาชนเรียกว่า “ปากกาลดน้ำหนัก” จริงๆ แล้วเป็นยาฉีดกลุ่ม GLP-1 ซึ่งมีหลายยี่ห้อที่มาขออนุญาตขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยแต่ละยี่ห้อมีข้อบ่งใช้แตกต่างกัน บางยี่ห้อขอขึ้นทะเบียนสำหรับรักษาเบาหวาน ขณะที่บางยี่ห้อขอขึ้นทะเบียนสำหรับใช้ในการควบคุมน้ำหนัก


ภญ.สุภัทรากล่าวว่า ยากลุ่มนี้มีตัวยาในกลุ่ม GLP-1 เหมือนกันทั้ง 2 ข้อบ่งใช้ และ อย.ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องยาควบคุมพิเศษ โดยประกาศเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 และมีผลหลังจากลงราชกิจจานุเบกษา 180 วัน ซึ่งจะมีผลในวันที่ 15 กันยายน 2569 ถือเป็นการยกระดับยากลุ่มนี้จากยาอันตรายเป็นยาควบคุมพิเศษ

ภญ.สุภัทรากล่าวว่า ยาควบคุมพิเศษจะต้องใช้โดยผ่านการสั่งจ่ายของแพทย์ ต้องมีใบสั่งแพทย์ โดยลักษณะจะคล้ายกับยาบางชนิดที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ เช่น ยาซิเดนาฟิล หรือไวอะกร้า ซึ่งการยกระดับเป็นยาควบคุมพิเศษจะทำให้สามารถจัดการยาที่อยู่นอกระบบได้ง่ายขึ้น และสามารถติดตามการกระจายยากลุ่มนี้ได้ตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การนำเข้า การจัดเก็บ การกระจาย จนถึงการจ่ายยาให้ผู้ป่วย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เมื่อพบความผิดปกติ

ภญ.สุภัทรากล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยป้องกันการรั่วไหลของยาออกนอกระบบ รวมถึงป้องกันยาปลอมและยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน โดยปัจจุบันยากลุ่มนี้เป็นการนำเข้าทั้งหมด ยังไม่มีการผลิตในประเทศ ซึ่งผู้นำเข้าก็เห็นด้วยกับการยกระดับเป็นยาควบคุมพิเศษ เพราะเจตนาของยากลุ่มนี้คือให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ ผ่านการวินิจฉัย และให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยาตามขนาดและข้อมูลของผู้ป่วย

Advertisement

ภญ.สุภัทรากล่าวว่า ขณะเดียวกันบริษัทผู้นำเข้าก็ร่วมมือกับ อย.ในการจัดทำระบบแทร็กแอนด์เทรซ (Track & Trace) หรือสติ๊กเกอร์สำหรับตรวจสอบสินค้า เพื่อให้ผู้ป่วยหรือสถานพยาบาลสามารถตรวจสอบได้ว่ายาที่ซื้อหรือใช้นั้นเป็นของแท้หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบข้อมูลของบริษัทและข้อมูลของ อย.ได้

เมื่อถามว่าการใช้ยาควบคุมน้ำหนักจะกำหนดหรือไม่ว่าผู้ป่วยต้องมีอายุเท่าไร น้ำหนักเท่าไร หรือมีโรคอะไรจึงจะใช้ยาได้ ภญ.สุภัทรากล่าวว่า เรื่องนี้จะเป็นการวินิจฉัยของแพทย์ โดยในเอกสารกำกับยาจะระบุว่าไม่ควรใช้ในใครหรือใช้อย่างไร แต่การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยอายุเท่าไร น้ำหนักเท่าไร หรือมีโรคประจำตัวอะไร และต้องใช้ยาอย่างไร จะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

“การทำให้ยากลุ่มนี้เป็นยาควบคุมพิเศษก็เพื่อให้คนใช้ตระหนักว่า ยากลุ่มนี้ไม่สามารถใช้ได้เอง จะต้องไปพบแพทย์ให้เป็นผู้วินิจฉัยก่อน เพื่อให้การใช้ยาเกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัย” ภญ.สุภัทรากล่าว

เมื่อถามว่าหากเป็นคลินิกที่มียากลุ่มนี้ไว้ใช้ ต้องเป็นแพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายหรือไม่ และร้านขายยาจะสามารถขายได้หรือไม่ ภญ.สุภัทรากล่าวว่า หากไปหาหมอที่คลินิกหรือโรงพยาบาล จะต้องพบแพทย์ก่อน แพทย์จะวินิจฉัย ตรวจ และสั่งจ่ายยา ส่วนร้านขายยาก็ยังมีสิทธิขาย แต่จะต้องขายเมื่อมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น เช่น กรณีผู้ป่วยไปตรวจที่โรงพยาบาลแล้วแพทย์บอกว่ายาไม่มี ก็สามารถนำใบสั่งแพทย์ไปซื้อที่ร้านขายยาได้

“เมื่อเป็นยาควบคุมพิเศษแล้ว อย.จะกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ร้านขายยาที่มีการจ่ายยาโดยใบสั่งแพทย์จะต้องทำรายงาน โดย อย.จะติดตามตั้งแต่ต้นทางว่า นำเข้ามาเท่าไร จัดเก็บไว้ที่ไหน กระจายยาไปให้ใคร และจ่ายยาไปร้านไหนอย่างไร เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ตลอดเส้นทาง” ภญ.สุภัทรากล่าว

เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีการนำเข้ายากลุ่มปากกาลดน้ำหนักจำนวนเท่าไร ภก.สุภัทรากล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีตัวเลขจำนวนการนำเข้าอยู่ในมือ แต่ปัจจุบันมีบริษัทที่นำเข้ายากลุ่มนี้ทั้งหมด 3 บริษัท และแต่ละบริษัทมียาประมาณ 2-3 ตัว โดยทั้ง 3 บริษัทถือเป็นบริษัทชั้นนำในการผลิตยากลุ่มนี้ และทุกบริษัทพร้อมทำระบบติดตามกับ อย.

“บริษัทที่เป็นผู้นำเข้ากลุ่มนี้ต้องการให้ อย.คุมเข้ม เพราะบริษัทเองก็รู้ดีว่าหากคนซื้อยาไปใช้เองโดยไม่ไปตรวจหรือพบแพทย์จะเป็นอันตราย โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวาน หากไม่ไปตรวจเลือดและซื้อยามาใช้เองก็อันตราย และยิ่งเป็นยาฉีดก็ยิ่งมีความเสี่ยง” ภญ.สุภัทรากล่าว

ภญ.สุภัทรากล่าวว่า สำหรับระบบติดตามตรวจสอบนั้น อย.หวังว่าจะช่วยให้ไม่มีการรั่วไหล โดยในระบบการนำเข้าของบริษัทต่างๆ ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก เพราะสามารถติดตามได้ แต่ อย.จะติดตามร้านขายยาหรือคลินิกด้วยว่า มีปริมาณการใช้ที่ผิดปกติหรือไม่ เมื่อเทียบกับปริมาณยาที่นำเข้ามาอย่างถูกต้อง

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือกลุ่มที่ลักลอบขายกันเอง ซื้อกันเองนอกระบบ หรือนอกสถานพยาบาล มีใครก็ไม่รู้หิ้วเข้ามาแล้วบอกต่อกัน และใช้กันโดยที่ไม่เคยไปพบหมอมาก่อน บางคนคิดว่าเพื่อนใช้ขนาดนี้ ตัวเองก็จะใช้ขนาดเดียวกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะอาจเจอยาปลอม และที่สำคัญคือไม่รู้ว่าขนาดยาที่ใช้ถูกต้องหรือไม่ จึงอันตรายมาก การไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและสั่งจ่ายยา จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าในการใช้ยากลุ่มนี้” ภญ.สุภัทรากล่าว