‘พัฒนา’ มอบนโยบาย สธ.-สปสช. จ่อเพิ่มงบผู้ป่วยใน 1.8 หมื่นล้าน ดันจ่าย 1 หมื่นบาทต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ พร้อมดันอาสาพยาบาลชุมชนทำงานเต็มเวลา ดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก ย้ำไม่ปล่อยโรงพยาบาลล่มสลาย เดินหน้าดึงลงทุนผลิตยา-วิจัยในประเทศ ตั้งเป้าเศรษฐกิจสุขภาพโต 0.5% ของ GDP
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมแถลงนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และมอบนโยบายการบริหารงบประมาณกองทุน ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วม
นายพัฒนา กล่าวว่า เดือนตุลาคมนี้ครบ 1 ปีที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แม้จะเป็นรัฐบาล 2 คณะ แต่ยังมีโอกาสทำงานอย่างต่อเนื่องร่วมกับทุกฝ่าย โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการทำงานร่วมกันมากขึ้น ทั้งการประชุมคณะทำงานและการจัดตั้งทีมทำงานเพิ่มเติม หลายเรื่องเริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์ โดยมุ่งให้ประชาชนมีสุขภาพดี ได้รับยารักษาโรคที่ดี และให้ความสำคัญกับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิและการป้องกันโรค
“หลายครั้งอาจจะมีข้อถกเถียง ข้อกังวล ทั้งในแง่ประสบการณ์ ทั้งในแง่หลักฐานเชิงวิชาการ นั่นเป็นกระบวนการธรรมชาติ ผมมองว่านั่นเป็นกระบวนการธรรมชาติ เพราะฉะนั้นกระบวนการเหล่านี้ขอให้ทุกท่านอย่ากังวล ตราบใดที่เราหยิบความรู้ความสามารถ และความห่วงใยทุกอย่างเข้ามาผสมผสานและพูดคุยกันบนโต๊ะ” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายเสาหลัก 7 ด้าน ได้แก่ สุขภาพดีทุกช่วงวัย การแพทย์อัจฉริยะ เศรษฐกิจสุขภาพ การบริหารงานโปร่งใสและมีความยืดหยุ่นรับมือวิกฤต การบริการเป็นเลิศและโรงพยาบาลสีเขียว การสร้างขวัญกำลังใจบุคลากร และการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยสู่การเป็นผู้นำด้านสุขภาพของโลก โดยไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยังมีความท้าทายด้านการเงิน การเข้าถึงบริการ การกระจายบริการ และการตามให้ทันเทคโนโลยีการแพทย์ที่มีต้นทุนสูงขึ้น
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของปีงบประมาณ 2570 คือการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้เข้มแข็ง โดยกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ทั่วถึง และเป็นธรรม พร้อมเน้นการทำงานต่อเนื่องและการมีส่วนร่วมของทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน สำหรับการนำร่องกลไกจัดสรรงบประมาณกองทุนดูแลสุขภาพครอบครัว หรือ Family Care Fund กำหนดอัตรา 500 บาทต่อคนต่อปี ครอบคลุมประชาชนทุกสิทธิใน 76 จังหวัด นำร่อง 108 อำเภอ ประชากรประมาณ 10.6 ล้านคน ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล 108 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 1,733 แห่ง โดยแบ่งการจัดสรรงบประมาณเป็น 2 ส่วน ได้แก่ จ่ายล่วงหน้า 70% ให้เครือข่ายมีทรัพยากรดำเนินงาน และอีก 30% จ่ายตามผลงานเชิงคุณค่าและผลลัพธ์สุขภาพ
นายพัฒนา กล่าวว่า อีกนโยบายที่ต้องเร่งดำเนินการคือ อาสาพยาบาลชุมชน ซึ่งไม่ได้ทำงานแทนพยาบาล แต่เป็นกำลังสนับสนุนที่ลงไปทำงานร่วมกับโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อดูแลประชาชนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้ป่วยจิตเวช และผู้มีปัญหาจากการใช้ยาเสพติด
“อาสาพยาบาลชุมชนไม่ได้ลงมาทำงานแทนพยาบาล แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาเป็นพยาบาลด้วย จะเป็นคนที่ถูกใส่ลงไปในพื้นที่เพื่อที่จะร่วมทำงานกับโรงพยาบาล คุณหมอ พยาบาล แล้วก็บุคลากรทางสาธารณสุข ซึ่งจะร่วมลงไปทำงานในพื้นที่ รักษา KPI หรือรักษาเป้าหมายไปพร้อมกับโรงพยาบาล” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวว่า อาสาพยาบาลชุมชนจะทำงานเต็มเวลา เข้าไปเติมเต็มช่องว่างของระบบบริการ โดยเฉพาะการติดตามผู้ป่วยและการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งต้องอาศัยการดูแลต่อเนื่องในชุมชน รวมถึงดูแลหญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ก่อนคลอด ทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพจิตของมารดา และพัฒนาการของเด็ก ตลอดจนช่วยประสานงานดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้มีปัญหาการใช้ยาเสพติดร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ กระทรวงจะติดตามการดำเนินงานและรับฟังข้อกังวลด้านงบประมาณ โดยเริ่มจากพื้นที่นำร่อง นำผลสำเร็จไปขยายผล และปรับลดหรือแก้ไขในจุดที่พบปัญหา
นายพัฒนา กล่าวถึงการยกระดับบริการสุขภาพว่า จะมุ่งเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลในแต่ละเขตสุขภาพให้สามารถรักษาโรคซับซ้อนได้มากขึ้น ลดการส่งต่อผู้ป่วยไปยังกรุงเทพฯ และลดค่าใช้จ่ายแฝงของประชาชน พร้อมผลักดันแนวทางบริหารเครือข่ายแบบ One Region One Province One Hospital และเชื่อมโยงข้อมูลระบบสุขภาพเข้าด้วยกัน โดยตั้งเป้าหมายให้ประชาชนมีอายุคาดเฉลี่ยสุขภาพดี 75 ปี ควบคู่กับการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การส่งเสริมการออกกำลังกายและการบริโภคอาหารที่เหมาะสม ตลอดจนการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดผ่านเครือข่ายมินิธัญรักษ์และศูนย์บำบัดฟื้นฟู
นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับการแพทย์อัจฉริยะ กระทรวงมีแผนเพิ่มจำนวนหุ่นยนต์ผ่าตัด จากปัจจุบัน 8 ตัว เป็น 13 ตัวภายในสิ้นปี 2570 และตั้งเป้าเพิ่มอีก 6 ตัวในปี 2571 รวมเป็น 19 ตัว โดยต้องการกระจายบริการให้ประชาชนเข้าถึงได้ในระยะเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง หรือระยะทางประมาณ 120-150 กิโลเมตร รวมถึงพัฒนาการผ่าตัดทางไกลและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการเข้าถึงยาสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด SMA ผ่านสิทธิบัตรทอง และยกระดับศูนย์มะเร็งภูมิภาคให้รองรับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง โดยตั้งเป้าให้บริการ 5 แห่ง
นายพัฒนา กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจสุขภาพจะเปลี่ยนบทบาทประเทศไทยจากผู้ซื้อยาและเครื่องมือแพทย์ มาเป็นผู้ผลิตและผู้ร่วมพัฒนานวัตกรรม โดยตั้งเป้าสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ 0.5% ของ GDP ดึงดูดการลงทุนใหม่ประมาณ 670,000 ล้านบาท และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติดอันดับ 50 หรือหากเป็นไปได้ให้ถึง 20 อันดับแรกของโลก ผ่านการพัฒนา 3 ด้าน ได้แก่ ศูนย์บริการสุขภาพ (Service Hub) ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Hub) และฐานการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product and Health Manufacturing Hub)
นายพัฒนา กล่าวต่อว่า กระทรวงฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด (MSD Thailand Limited) และบริษัท แซนดอส (Sandoz) แล้ว โดยวันที่ 5-6 พฤศจิกายน เตรียมหารือความร่วมมือกับบริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (GlaxoSmithKline: GSK) บริษัท ไบเออร์ (Bayer) และบริษัท โรช (Roche) ขณะที่บริษัท โนวาร์ตีส (Novartis) อยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอ และบริษัท ไฟเซอร์ (Pfizer) กับบริษัทอื่นๆ อยู่ระหว่างการหารือ เพื่อดึงการลงทุนด้านการวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการผลิตยาในประเทศไทย ลดต้นทุนการรักษาและสร้างความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์
“แค่แซนดอสเจ้าเดียว ถ้าเขามาผลิตยาดีโนซูแมบ ซึ่งเป็นเรื่องโรคกระดูกพรุน เราใช้งบประมาณปีหนึ่งประมาณพันล้าน ถ้ามาผลิตที่เรา ผมเชื่อว่าเหลือ 300-400 ล้าน เราก็เซฟไปได้ทันที 600-700 ล้าน เรายังใช้งบพันล้านก็ได้ แต่พอยาราคาถูกลง มันมีโรคอื่นที่ใช้ยาตัวเดียวกันรักษา เขาก็เข้าถึงได้” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวว่า การดึงการลงทุนด้านยาและเครื่องมือแพทย์ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้ระบบสาธารณสุข เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจทำให้เกิดการขาดแคลนสินค้าและเวชภัณฑ์ จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการนำเข้าและการผลิตในประเทศ รวมถึงส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ โดยยอมรับว่าผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้าราว 10-15% แต่จะช่วยให้ไทยมีเวชภัณฑ์สำรองใช้เมื่อเกิดวิกฤต
นายพัฒนา กล่าวถึงสถานะการเงินโรงพยาบาลว่า ปีนี้ตั้งเป้าไม่ให้มีโรงพยาบาลที่ประสบปัญหาการเงินระดับ 7 โดยปัจจุบันเหลือ 1 แห่ง คือโรงพยาบาลมหาสารคาม ซึ่งมีเหตุพิเศษและต้องจัดทำแผนฟื้นฟูการเงินอย่างใกล้ชิด ขณะที่โรงพยาบาลขอนแก่นซึ่งเคยมีสถานะการเงินติดลบระดับพันล้านบาทมีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนการให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ช่วยเหลือโรงพยาบาลขนาดเล็กเป็นมาตรการหนึ่งเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลกลับมาปรับปรุงการบริหารจัดการ
นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับปีงบประมาณ 2570 กระทรวงสาธารณสุขจะได้รับวงเงินเพิ่มเติมประมาณ 18,632 ล้านบาท เพื่อผลักดันการดูแลผู้ป่วยใน โดยตั้งเป้าอัตราจ่ายไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อ Adjusted Relative Weight (AdjRW) ให้สอดคล้องกับภาระต้นทุนการรักษาพยาบาล โดยกำหนด 5 แนวทางบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้แก่ 1.บริหารกองทุนร่วมกันอย่างเป็นระบบและติดตามผลงานทุกระดับ 2.บริหารงบผู้ป่วยในตามเป้าหมาย 10.5 ล้าน AdjRW ที่อัตราจ่าย 10,000 บาทต่อ AdjRW 3.ลดการส่งต่อที่ไม่จำเป็นและพัฒนาเครือข่ายดูแลร่วมกัน 4.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบบริการเฉพาะกรณี และ 5.พัฒนาระบบปฐมภูมิและการจ่ายค่าบริการตามผลลัพธ์สุขภาพ พร้อมดูแลสภาพคล่องควบคู่กับคุณภาพบริการ
“เมื่อวานท่านนายกพูดแล้วว่า หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร โรงพยาบาลจะปิดไม่ได้ โรงพยาบาลก็ยังต้องดูแลรักษาคนป่วยคนไข้ และดูแลสุขภาพของคนไทย ไม่ว่าจะหาเงินจากไหนก็ตาม รัฐบาลไม่มีทางที่จะปล่อยให้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยเกิดการชอร์ตหรือชัตดาวน์ หรือล่มสลายไปอย่างแน่นอน” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวถึงการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติว่า กระทรวงต้องยกระดับความพร้อมของโรงพยาบาลในการรับมือน้ำท่วมและเหตุฉุกเฉิน โดยนำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาไปปรับปรุงระบบช่วยเหลือผู้ป่วย พร้อมเดินหน้านโยบายโรงพยาบาลสีเขียว ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และเพิ่มการใช้รถพยาบาลพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันมีการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงพยาบาลมากกว่า 700 แห่ง กำลังการผลิตรวมกว่า 114,000 กิโลวัตต์พีก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 60,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2573
ทั้งนี้ นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงยังให้ความสำคัญกับการสร้างขวัญกำลังใจบุคลากร ทั้งการบรรจุบุคลากรตามความจำเป็นของระบบบริการ จัดสรรค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภาระงาน สนับสนุนทุนการศึกษาต่อเฉพาะทางและทุนการศึกษาสำหรับบุตรหลาน ตลอดจนผลักดันการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว พร้อมเร่งเตรียมความพร้อมระบบสุขภาพไทยเพื่อเข้าสู่สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571
นายพัฒนา กล่าวว่า งบประมาณด้านสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันอยู่ที่กว่า 4% ของ GDP ขณะที่หลายประเทศพัฒนาแล้วใช้งบประมาณด้านสุขภาพประมาณ 8-9% ของ GDP หากไทยเพิ่มการใช้จ่ายโดยยังพึ่งพาการนำเข้ายาและเครื่องมือแพทย์เป็นหลัก เงินจำนวนมากจะไหลออกนอกประเทศ จึงต้องพัฒนาการผลิต การวิจัย และการลงทุนด้านสุขภาพควบคู่ไปกับการดูแลรักษาประชาชน
“ในวันนี้ ยิ่งเราใช้เยอะ ยิ่งเราซื้อเยอะ ยิ่งเรารักษาเยอะ เงินมันไหลออกนอกประเทศส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นยิ่งเราเพิ่มมันยิ่งกลายเป็นผู้ซื้ออย่างมาก ซื้อมาแล้วก็ปลูกข้าว หาเงินขายข้าวแล้วก็มาซื้อยา ผมคิดว่าวิสัยทัศน์ลักษณะนี้อาจจะต้องเติมในเรื่องของภาคผลิต ภาครีเสิร์ช หรือนำสิ่งที่เราลงทุนกันไว้ ชื่อเสียงความรู้ มันสมองต่างๆ ที่เรามีในระบบสาธารณสุข นำมาสร้างให้เกิดรายได้กับประเทศ” นายพัฒนา กล่าว
นายพัฒนา กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ต้องร่วมกันเชื่อมโยงนโยบาย งบประมาณ และการบริหารจัดการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยให้ทุกเขตสุขภาพจัดทำแผนวงเงิน กำหนดผู้รับผิดชอบ แนวทางติดตาม และการจัดการความเสี่ยงอย่างชัดเจน เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณคุ้มค่า และประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืน




